Death Note : ข้านี่แหละคือพระเจ้า !
Death Note : ข้านี่แหละคือพระเจ้า !

           
                                              โดย ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์          


                        
           
           
            bm88b (47K)


                       

                       
            ค่ำคืนยามฝนพรำ มีสมุดโน้ตเล่มหนึ่งตกลงมาบนพื้นโลก เด็กหนุ่มคนหนึ่งหยิบมันขึ้นมาเปิดอ่าน ภายในพบข้อความง่ายๆระบุถึงกฎของโน้ต อาทิ             " มนุษย์ที่ถูกเขียนชื่อในสมุดเล่มนี้จะต้องตาย
            " สาเหตุการตายถูกเขียนใน 6 นาที 40 วินาที เหยื่อจะตายตามนั้น
            " ถ้าไม่ระบุสาเหตุการตายเหยื่อจะตายด้วยอาการหัวใจวายใน 40 วินาที
            " Death Note จะไม่แสดงผลถ้าผู้เขียนจำหน้าเหยื่อขณะเขียนชื่อไม่ได้ ดังนั้นคนที่ชื่อเดียวกันจะไม่ได้รับผลกระทบ
            ไม่ต่างกับการมอบอำนาจอันทรงพลังให้หนุ่มผู้โชคดี(?) ผู้นั้น ถึงขนาดที่ทำให้เด็กหนุ่มคนนั้นสถาปนาตนขึ้นเป็นพระเจ้าของโลกใหม่ ด้วยอำนาจที่ชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ จนได้ก่อเรื่องราวสะเทือนขวัญไปทั้งโลก
            แต่ที่สั่นสะเทือนจริงๆไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายทำนองนั้นหรอกครับ แต่เป็นความสั่นสะเทือนในวงการการ์ตูนของคนญี่ปุ่น(คนญี่ปุ่นนะครับไม่ใช่เด็กญี่ป่น นั่นหมายถึงตั้งแต่เด็กจนถึงวัยคุณพ่อคุณแม่เล่นเอาติด Death Note กันไปหมด) รวมถึงนักอ่านชาวไทยด้วยต่างหาก
            ด้วยยอดขายสิบห้าล้านเล่มในญี่ปุ่นซึ่งเป็นเครื่องการันตีอย่างดี แม้จะเป็นเพียงการ์ตูนรายสัปดาห์ที่นิยมของเด็กๆทั่วไปแล้ว ไปๆมาๆด้วยเนื้อเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้นๆ อารมณ์ขันแบบตลกร้าย เนื้อหาเชิงอภิปรัชญาผนวกกับความแฟนตาซี เกิดเป็นผลงานระดับมันระยับ ทำเอา Death Note ไปไกลเกินกว่าการ์ตูนทั่วไป ถูกสร้างเป็นเกม และหนังอีกสองภาค (นี่ขนาดไม่นับรวมชมรม Death Note ที่เกิดขึ้นตามมาในงานชุมนุมการ์ตูนต่างๆและในโลกอินเตอร์เนตด้วยนะครับ) แม้ในฉบับภาพยนตร์จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเรื่องราวไปบ้างให้กระชับมากขึ้นและมีตัวละคนใหม่ๆเข้ามา แต่ความนิยมก็พุ่งหระฉูดไม่ต่างกับฉบับการ์ตูนอยู่ดี
            อะไรคือปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จของการ์ตูนเล่มนี้ คงบอกได้ยากครับ เพราะดูเหมือนทุกๆปัจจัยจะมีส่วนในความสำเร็จทั้งสิ้น เรื่องราวของการ์ตูนสืบสวน ยมทูต หนุ่มโรคจิตสองคน สาวน้อยโกธิกโลลิต้า คำถามอภิปรัชญา... คนเขียนกล้ามากเลยครับที่เอาเรื่องเหล่านี้มายำในการ์ตูนเรื่องเดียวได้! bm88c (20K)
            ก่อนอื่นต้องขอเล่าเรื่องย่อแบบสุดๆเลยนะครับ นั่นคือ เมื่อวันหนึ่ง Death Note อุปกรณ์สังหารผู้คนของยมทูตได้ตกลงบนโลก "ยางามิ ไลท์" เด็กมัธยมไอคิวระดับอัจฉริยะ(ในหนังเป็นเด็กมหาวิทยาลัยแล้วครับ) เก็บโน้ตนั้นไว้ได้จึงได้สิทธิครอบครองโน้ตไป ไลท์ได้ทดลองใช้โน้ตและตระหนักในอำนาจของโน้ต ถึงแม้จะหวั่นเกรงไปบ้างแต่ด้วยความบ้าระห่ำและปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงโลกที่แสนสกปรกนี้ โลกที่กฎหมายก็ทำอะไรผู้ก่อการร้ายไม่ได้ อาชญากรลอยนวล โลกที่ไร้ความยุติธรรม
            เมื่อทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นแล้ว ไลท์จึงประกาศตนเป็น "ความยุติธรรม" เสียเอง อาชญากรทุกคนต้องถูกพิพากษา และโทษนั้นคือ "ตายสถานเดียว" ด้วยอำนาจของโน้ต ไลท์สถาปนาตนเป็นพระเจ้าของโลกใหม่นามว่า "คิระ"
            ด้วยหลักการง่ายๆ ผู้เห็นด้วยกับความถูกต้อง(คิระ) จึงจะอยู่รอด คนเลวทุกคนต้องตาย ผู้ขัดขวางคิระ(เท่ากับขัดขวางความถูกต้องไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดา ตำรวจ หรือประธานาธิบดี) ต้องถูกพิพากษาโทษด้วยความตายทั้งสิ้น
            คิระสร้างความปั่นป่วนให้กับโลก แบ่งโลกเป็นสองส่วน คือกลุ่มชอบคุณทักษิณกับไม่ทักษิณ เอ้ย! หมายถึงกลุ่มผู้ศรัทธาในคิระกับกลุ่มผู้ต่อต้านคิระ
            นั่นคือ คิระกลายเป็นขวัญใจชนชั้นกลางทั่วไป ที่พึงพอใจกับชีวิตที่สงบสุข อาชญากรรมลดน้อยถอยลง คนทำชั่วได้รับการลงโทษทันตาเห็น
            แต่สำหรับตำรวจและท่านผู้นำ คิระคือวายร้ายตัวฉกาจที่ต้องตามจับมาลงโทษ แต่แม้อยากจะจับตัวเพียงไรก็ต้องหวั่นเกรงต่ออำนาจของโน้ต (บวกความฉลาดของไลท์ )ทำให้คิระขยายอำนาจมากขึ้นทุกที
            จนกระทั่งนักสืบชื่อกระฉ่อนที่ใช้โค้ดเนมว่า L อาสามาจัดจากคิระด้วยตัวเอง ด้วยความเป็นนักสืบระดับพระกาฬ เกมกลเฉือนเหลี่ยมเฉือนคมระหว่าง L กับ คิระจึงเกิดขึ้น เนื้อเรื่องเกือบทั้งหมดจึงเป็นแนว psychological thriller ที่ผู้ชมต้องต่อสู้กับ crisis ในใจของตนขณะอ่านเสมอที่ต้องปวดหัวกับเรื่องว่า L จะถูกฆ่าหรือคิระจะถูกจัดการก่อน ซึ่งไม่ว่าจะเชียร์ฝ่ายไหนก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเสียท่าง่ายๆ
            เรื่องราวของ Death Note ถูกเติมเต็มโดยสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยเรื่องราวอีกบานตะไท ตั้งแต่บุคลิกดื้อรั้น รักความเป็นระเบียบของไลท์(ในหนังจะสังเกตเห็นในห้องของไลท์ที่จัดหนังสืออย่างเป็นระเบียบมาก) ผนวกกับความหล่อ เท่ มีเชิง(แม้ในฉบับภาพยนตร์ไลท์จะหล่อน้อยลงเพราะหน้าที่อ้วนไปนิด) เมื่อเทียบกับความเปิ่นๆเพี้ยนๆ ของ L ซึ่งถูกสร้างมาอย่างจงใจให้อยู่คนละขั้วกับไลท์ กลายเป็นหนุ่มเพี้ยน ชอบกินของหวาน นั่งท่าประหลาด ผมกระเซิง ไร้มาด ขอบตาดำ รวมถึงตัวประกอบอีกมากซึ่งทำให้ทั้งการ์ตูนและหนังกลมกล่อมมากขึ้น เช่น ลุค ยมทูตแนวพังค์อารมณ์เพี้ยนซึ่งมองเรื่องราวของไลท์เป็นเรื่องสนุกฆ่าเวลา , มิสะมิสะ สาวน้อยโกธิคโลลิต้า ซึ่งคลั่งไคล้คิระอย่างชนิดยอมตายให้ได้(ผมไม่แน่ใจความหมายคำนี้นัก ประมาณว่าสาวๆที่ชอบแต่งตัวออกแนวคลั่งไสยศาสตร์แต่เป็นแบบน่ารักๆ) เรื่องของแอปเปิล ดวงตายมทูต FBI และอื่นๆอีกมากมาย
            น่าเสียดายไปนิดที่ที่หนังและการ์ตูนเองเล่นเรื่องราวการสืบสวนเป็นหลัก จึงพูดถึงเรื่องราวที่เป็นคำถามประเด็นทางจิตวิทยาสังคมน้อยลงไปแม้จะปูทางมาบ้างแล้ว เช่น "พระเจ้าเป็นใคร มีจริงหรือไม่?", "คุณธรรมคืออะไร?", "การประหารฆาตรกรชั่วช้าสมควรแล้วหรือไม่?" ฯลฯ มิเช่นนั้นแล้ว Death Note อาจเข้าขั้นเป็นการ์ตูนระดับตำนานที่มีกล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ก็ได้ เช่น การ์ตูนเรื่อง Black Jack เป็นต้น
            อย่างไรก็ตาม Death Note ได้ส่งกระตุ้นต่อมศีลธรรมในตัวผู้อ่านให้ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมาก คำถามเหล่านี้มีผู้ให้คำตอบมาแล้วบ้าง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น Friedrich Nietzsche (ค.ศ. 1844-1900) นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้ซึ่งท้าทายระบบอำนาจ ความเชื่อ และศีลธรรมในอารยธรรมตะวันตกในยุคนั้น (ในภาพยนตร์มีฉากที่ไลท์นั่งอ่านหนังสือของ Nietzsche ขณะนั่งรอแฟนสาว จึงน่าสนใจว่าผู้เขียนบทอาจติดใจในปรัชญาบางอย่างของ Nietzsche และยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นผ่านทางไลท์ แต่สมมติฐานนี้ผมคิดเอง เอาไปอ้างอิงไม่ได้นะครับ) bm88d (11K)
            Nietzche เขียนหนังสือแนวปรัชญามากมาย ที่สำคัญคือ The Geology of Morals ว่าด้วยศีลธรรมเชิงวิเคราะห์ที่ชัดเจนที่สุด ว่ากันว่าแนวคิดปรัชญาสมัยใหม่เช่น จิตวิเคราะห์ (psychoanalysis) ของ Sigmund Freud หรือ อัตถิภาวนิยม (Existenialism) ของ Jean Paul Sarte หรือกระทั่งลัทธิ Postmodern ล้วนเป็นหนี้แรงบันดาลใจจากนิทเช่ทั้งสิ้น
            โดยนิทเชกล่าวถึงแนวคิด 3 อย่างคือ เจตจำนงสู่สัจจะ(willing to truth), เจตจำนงสู่ความตาย(willing to death) และเจตจำนงสู่อำนาจ(willing to power) นั่นคือเริ่มจากความจริงที่แน่นอนตายตัวตามทฤษฎีปรัชญาของเพลโต ซึ่งว่าด้วยความจริงที่แน่นอนตายตัว(willing to truth), ความดีซึ่งไม่มีวันเปลี่ยนแปลงท้ายที่สุดแล้วจะนำมาซึ่งความตายของความดีนั้น(willing to death) เนื่องจากความจริงเหล่านั้นไม่อาจยืนยันว่ามีจริงหรือถึงมีจริงก็หยุดนิ่งทำอะไรไม่ได้เสมือนหนึ่งตายแล้วดังประโยคที่ว่า "พระเจ้าตายแล้ว" (ดังที่ไลท์ เชื่อว่าความยุติธรรมในสังคมที่เชื่อว่ามีจริงนั้นตายเกลี้ยงไปหมดแล้ว)
            จากนั้นนิทเชจึงได้เสนอเจตจำนงสู่อำนาจขึ้นมา(willing to power) เพื่อเป็นทางออกให้กับสิ่งที่ตนวิพากษ์วิจารณ์ เนื่องจากเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์คือการผลกดันตนเองไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ จนสามารถข้ามพ้นหรือเอาชนะตนเองได้จนเป็น อภิมนุษย์หรือคนเหนือคนดังเช่นที่นิทเช่เรียกตามภาษาเยอรมันว่า Uebermensch (ดังที่ไลท์ผลักดันตนเองจนเป็นคิระ เพียงแต่ ไลท์อาจเข้าใจผิดไปเล็กน้อย เพราะ อภิมนุษย์ของนิทเช่คือคนที่กำหนดค่านิยมของตนขึ้นมาเองโดยไม่ยอมรับตามสิ่งที่สังคมยัดเยียดให้ไม่ใช่การเป็นผู้มีอำนาจเหนือผู้อื่น)
            จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าไลท์จะได้อิทธิพลทางความคิดจากนิทเชหรือไม่ก็ตาม ทั้งไลท์ นิทเชและผู้นำประเทศหลายท่านล้วนเป็นผลผลิตของระบบคิดของทางตะวันตกซึ่งเฟื่องฟูขึ้นมาสมัยที่วิทยาศาสตร์แบบนิวตันกำลังรุ่งเรือง ซึ่งผมเรียกว่าแนวคิดแบบ "เหตุผลเชิงเดียว"
            ด้วยวิทยาศาสตร์สอนเด็กทุกคนให้เริ่มจากปัญหา ตั้งสมมติฐาน ทดลอง เมื่อได้ผลจึงนำมาเป็นข้อสรุปและเป็นความรู้ แนวคิดเช่นนี้ได้ผลในระยะแรกหรือช่วง 200 ปีต่อมาอย่างมาก และแพร่สู่วงการอื่นๆนอกจากวิทยาศาสตร์เช่น การเมือง สังคม การปกครอง เมื่อได้ผลมากเข้าๆจึงทึกทักเอาว่า "ความรู้" นั้นๆคือ "ความจริง"
            เมื่อโลกขาดความยุติธรรม สมมติฐานของไลท์คือ คนชั่วเต็มเมือง การทดลองคือการล้างบางอาชญากร เมื่อเริ่มได้ผล ผู้คนยำเกรงจึงสถาปนาว่าวิธีการนี้(ความรู้แบบนี้)ได้ผล และสถาปนาว่าสิ่งนี้คือ "ความจริงของโลก"
            ซึ่งผลที่ปรากฏกลับเป็นว่าแทนที่โลกจะสงบสุขกลับวุ่นวายมากขึ้นๆ นั่นเพราะโลกเรามีระบบคิดอีกหลายเหตุผลรองรับไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบเก่าเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่พยายามคิดทฤษฎี กระบวนระบบ (system theory), ทฤษฎีความโกลาหล (chaos theory) เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆและเสนอทางออกของสังคมได้ตรงจุด ซึ่งต้องไปไกลเกินกว่าการล้างเผ่าพันธุ์อาชญากรเช่นนี้
            ไลท์หรือคิระจึงเป็นตัวอย่างที่ดีมาก เพราะเราทุกคนมีอุปนิสัยเหล่านั้นอยู่ในตัว บ่อยครั้งที่เราใช้เหตุผลอันตื้นเขินเหล่านั้นในชีวิตประจำวัน
            บ่อยครั้งที่เรา "ลุแก่อำนาจ" และ "พิพากษาผู้มีอำนาจน้อยกว่า" อย่างไม่มองเหตุผลทั้งระบบ แพทย์หลายคนพิพากษาคนไข้ก่อนจะตรวจด้วยซ้ำว่าอยากจะช่วยใคร หรืออยากจะผลักใครให้ไกลตัว ซีอีโอบริษัทพิพากษาพนักงานทั้งหลายว่าเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ผลผลิตไม่เข้าเป้า นางสาวจิตรลดากับชายที่ทุบพระพรหมโดนคนทั่งแผ่นดินพิพากษาว่าเป็นอันตรายและควรถูกกำจัดไปจากเมืองไทย(นี่ถ้าคนไทยทุกคนมี Death Note ทั้งสองคนนั้นมีถึงร้อยชีวิตก็ไม่พอ) เราพิพากษาคนมุสลิมว่าชั่วช้า ทั้งที่คนไทยจำนวนมากไม่เคยลงไปในพื้นที่ชายแดนแล้วจะพบว่ามี่แห่งนั้นมีมิตรภาพอยู่เหลือเฟือ
            Death Note จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญว่ามันมีอยู่ในใจของเราทุกคน และเป็นอุปกรณ์ฉาบฉวยที่สุดในการแก้ปัญหาชีวิต เหมือนดังกฎที่ว่า "คนที่ใช้ Death Note อย่าหวังว่าจะได้ไปนรกหรือสวรรค์ก็แล้วกัน" เพราะเมื่อไรที่เราใช้มันผลลัพธ์คงมีแต่ความทุกข์ในห้วงเวลาปัจจุบัน ไม่ได้ไปสวรรค์ แก้ปัญหาอะไรไม่ได้และไม่ต้องรอให้นรกมาถึง เพราะเพียงแค่นี้ความทุกข์ก็กินหัวกินตัวไปเรียบร้อยแล้ว
       
       
           

[an error occurred while processing this directive]




สมัครเป็นสมาชิก "จดหมายข่าวชาวพุทธ" วันนี้
เราจะส่งเทคนิคหรือเคล็ดลับดี ๆ มาถึงMail box ของท่านเป็นประจำทุกสัปดาห์
อาทิ วิธีคิดพิชิตเซ็งสร้างสุข , เทคนิคอ่านหนังสือให้จำแม่น ,วิธีหายใจอย่างมีความสุข, เคล็ดลับทำให้อุปสรรคกลายเป็นยากำลัง , รักอย่างไรให้สมหวัง, ศิลปะการใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข , positive thinking แบบพุทธ , วิธีสอนลูกอย่างสร้างสรรค์ , ขำขันชาวพุทธ ฯลฯ และ ข่าวดีอื่นๆ อีกมากมาย
เชิญสมัคร จดหมายข่าวชาวพุทธ ฟรี ! ครับผู้เขียน
เชิญกรอกE-mail address

(กรอกอีเมล์ของท่าน-เลือกช่อง "สมัครสมาชิก"- กดปุ่ม Submit)




สมัครสมาชิก
ยกเลิกสมาชิก