"บทบาทสำคัญของพ่อแม่ แน่แท้คือการช่วยให้ลูกศึกษา"
การศึกษาเริ่มต้นที่บ้าน คือในครอบครัว เพราะการศึกษาคือการเรียนรู้ที่จะ
ดำเนินชีวิตให้ได้ผลดี เด็กเกิดมาต้องเรียนรู้วิธีที่จะดำเนินชีวิตที่ดี นี่คือการศึกษาเริ่มต้น และการเริ่มเรียนให้รู้จักที่จะดำเนินชีวิตนี้เด็กอาศัยพ่อแม่ก่อนใคร
ทางพระพุทธศาสนาจึงเรียกบิดามารดาว่าเป็นบูรพาจารย์ คือ ครูต้น หรืออาจารย์ต้น
การศึกษาเริ่มต้นในบ้านคือการเลี้ยงดูลูก การเลี้ยงดูลูกที่ถูกต้องจึงเป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้
คือให้เด็กฝึกตัวให้รู้จักดำเนินชีวิตได้ดี ดังนั้น การเลี้ยงดูของพ่อแม่จึงควบคู่ไปด้วยกันกับการเรียนรู้ของลูก พูดสั้นๆ ว่า เลี้ยงคู่กับเรียน
ที่จริงนั้น
ถึงพ่อแม่จะไม่ตั้งใจ เด็กก็ได้เรียนรู้เองอยู่แล้ว คือเรียนวิธีกิน
วิธีดื่ม วิธีขับถ่าย วิธีนั่ง วิธีนอน วิธียืน วิธีเดิน และวิธีพูด เป็นต้นเพราะเป็นความจำเป็นในการที่จะมีชีวิตอยู่
เรียกว่า "เรียนรู้เพียงเพื่ออยู่รอด" แต่ทำอย่างไรจะให้การเรียนนั้นเป็นไปอย่างมีจุดหมายและได้ผล
ผู้เลี้ยงจึงต้องรู้วิธีเลี้ยงเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างได้ผล ให้เป็นการ "เรียนรู้เพื่อชีวิตที่ดี"
หรือเป็น "การศึกษาเพื่อชีวิตที่ดีงามและสร้างสรรค์ฉะนั้นจึงต้องตระหนักรู้และตั้งใจว่าจะให้การเลี้ยงคู่กับการเรียน
ปัญหาครอบครัวปัจจุบันคือ พ่อแม่เลี้ยงลูกไม่เป็น และรักลูกไม่เป็น
รู้กันอยู่ว่าพ่อแม่ต้องใกล้ชิดแสดงความรักความอบอุ่นแก่ลูกให้มาก แต่ก็ต้องระวัง
ถ้าพ่อแม่แสดงความรักด้วยการบำรุงบำเรอทางวัตถุมากๆ จะทำให้ลูกเป็นนักเสพนักบริโภค
เลยไม่มีการพัฒนาอย่างจริงจังแทนที่จะเป็นคุณกลับกลายเป็นโทษ
การแสดงความรักของพ่อแม่ต่อลูกจึงต้องแสดงให้ถูกต้อง เรียกว่าเลี้ยงลูกให้ถูกทาง
ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ควรจะยอมรับกันว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ได้เลี้ยงลูกให้เป็นนักเสพนักบริโภคขาดความรู้ความสามารถที่จะพัฒนาลูกให้เป็นนักศึกษาและนักสร้างสรรค์และยิ่งกว่านั้น
ยังถูกเทคโนโลยีข่าวสารโดยเฉพาะโทรทัศน์ยึดครองดินแดนของตนไปเสียด้วย
ก่อนจะพูดเรื่องนี้ต่อไป ขอแทรกหลักการสำคัญไว้หน่อยเพื่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของพ่อแม่ในการเลี้ยงลูก
ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า พ่อแม่มีบทบาทในการเลี้ยงลูกซึ่งแสดงออกในสถานะ 3 อย่าง คือ
1. เป็นพรหม คือเป็นผู้ให้กำเนิด เป็นผู้สร้างชีวิตของลูก และเป็นผู้อภิบาลให้ลูกเจริญเติบโต
ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ และให้ลูกพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ คือ
ทั้งมีความรักความอบอุ่นความอ่อนโยน ประกอบด้วยเมตตา ไมตรี เป็นมิตร
พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูล (บทบาทแห่งเมตตากรุณา มุทิตา) และทั้งมีความเข้มแข็ง
หนักแน่น อยู่กับความเป็นจริง เป็นคนมีเหตุผล พร้อมที่จะรับผิดชอบชีวิตของตนเอง และ
เป็นหลักให้แก่ผู้อื่นได้ (บทบาทแห่งอุเบกขา)
ซึ่งเป็นการเตรียมลูกให้พร้อมที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคม
คือโลกมนุษย์ที่ดีงามมีสันติสุข
2. เป็นบูรพาจารย์ คือเป็นครูอาจารย์คนแรก ที่ฝึกสอนให้ลูกรู้จักวิธีดำเนินชีวิต
ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน มีการกินอยู่หลับนอน เดิน พูด รู้จัก สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์
ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด คุณธรรม ทัศนคติ ความรู้ความเข้าใจต่อสิ่งแวดล้อม พูดสั้น
ๆ ว่า ช่วยให้ลูกพัฒนาทั้งทางพฤติกรรม ทางจิตใจ และทางปัญญา
3. เป็นอาหุไนยบุคคล หรือที่คนไทยนิยมพูดว่า เป็นพระอรหันต์ของลูก
คือมีความจริงใจ สุจริตใจ บริสุทธิ์ใจ ต่อลูก รักลูกด้วยจริงใจสม่ำเสมอ ยั่งยืนตลอดไป
ไม่ถือสาความผิดพลาดของลูกต่อตัวท่านพร้อมที่จะให้อภัย มีคุณธรรมความดีเป็นแบบอย่างให้
เป็นผู้ควรแก่ความเคารพนับถือและการบูชาพระคุณ
บทบาทในฐานะเหล่านี้ได้พูดไว้ที่อื่นมากมายยึดยาวแล้ว ในที่นี้ขอสรุปไว้
แค่นี้ก่อน แต่มีบทบาทที่เป็นคุณของพ่อแม่อีกอย่างหนึ่ง ที่อยากย้ำไว้ที่นี่
คือบทบาทที่พระพุทธเจ้าทรง่ให้คำว่า "เป็นผู้แสดงโลกแก่ลูก" หรือเป็นผู้นำเสนอโลกนี้แก่ลูก
(บาลีใช้คำว่า "โลกสส ทสเสตาโร")
พอลูกลืมตาดูโลกพ่อแม่ก็เริ่มแสดงบทบาทแรก
เด็กๆ เป็นผู้เข้ามาหรือออกมาสู่โลกใหม่ๆ เขายังไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักสิ่งแวดล้อม
และยังไม่มีความคิดว่าจะเอาอย่างไรกับโลก ตอนนี้แหละที่สำคัญที่สุด คือ
เมื่อเด็ก "ลืมตาดูโลก" เขาจะมองเห็นโลกอย่างไร รู้สึกต่อโลกอย่างไร และ
นึกคิดตั้งใจว่าจะสัมพันธ์กับโลกนั้นแก่เขา และเมื่อเขารู้จักโลกนี้ มองโลกนี้
มีความรู้สึกและตั้งใจต่อโลกนี้อย่างไรแล้ว
ทัศนคติและเจตจำนงนั้นก็จะมีอิทธิพลกำกับบทบาทของเขาต่อโลกนี้ไปจนตลอดชีวิต
พ่อแม่เป็นมนุษย์คนแรกที่เด็กรู้จัก อยู่ใกล้ชิดกับเขามากที่สุดและเอาใจใส่เขาอย่างจริงจัง
เพราะฉะนั้น ตามปกติพ่อแม่จึงเป็นผู้ทำบทบาทนี้ต่อลูก
คือเป็นผู้เปิดฉากแสดงหรือนำเสนอโลกนี้แก่ลูก
บทบาทของพ่อแม่ข้อนี้มีความสำคัญยิ่งที่จะกำหนดวิถีชีวิตของลูกและชะตากรรมที่เขาจะมีส่วนสร้างให้แก่สังคม
พ่อแม่จึงจะต้องระลึกตระหนักไว้ให้ดี
และต้องพยายามนำเสนอโลกแก่ลูกให้ดีที่สุด
ว่าโดยย่อ การนำเสนอโลกแก่ลูกหรือแก่เด็กๆ นั้น จะมีอิทธิพลสำคัญในการหล่อหลอม หรือชักจูงในเรื่องที่สำคัญ 3 อย่าง คือ
1. การมองโลกมนุษย์ คือการรู้จัก รู้สึก นึกคิด มองเห็น เข้าใจ และมีสันติต่อเพื่อนมนุษย์
ในทางบวกว่าเป็นเพื่อนร่วมโลก ที่จะมีความรัก ไมตรี เป็นมิตร เป็นผู้ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
หรือในทางลบว่าเป็นปฏิปักษ์หรือเป็นศัตรู ที่จะต้องต่อสู้แย่งชิงกัน
ทำลายล้างห้ำหั่นกันให้แหลกลาญลงไปข้างใดข้างหนึ่ง
2. การมองโลกแห่งสิ่งแวดล้อม คือทัศนคติต่อโลกแห่งธรรมชาติต่อโลก
แห่งวัตถุ หรือสิ่งสร้างสรรค์และปัจจัยเครื่องอาศัยเป็นอยู่ของมนุษย์รวมทั้งโลกแห่งเทคโนโลยี
ในทางบวก เช่น มองเห็นโลกเป็นดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่น่าอัศจรรย์
น่าเรียนรู้น่าศึกษา มีความงดงาม ที่จะออกไปชื่นชมและร่วมสร้างสรรค์ หรือในทางลบ
มองเห็นโลกเป็นแหล่งแห่งสิ่งที่เราอยากจะได้อยากจะเอา เป็นเวทีแห่งการต่อสู้ช่วงชิง
ที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งเสพบริโภคที่จะมาบำรุงบำเรอตัวเองให้มีความสุขมากที่สุด
หรือในทางแห่งปัญญาที่จะมองตามความเป็นจริง ให้รู้เข้าใจ มองเห็นเหตุผลในส่งต่างๆ
พร้อมที่จะไปช่วยแก้ไขปัญหาหรือสิ่งเลวร้าย และสร้างสรรค์พัฒนาสิ่งที่ดีงามเป็นคุณ
3. เจตจำนงต่อโลก คือความคิดความตั้งใจ หรือความตั้งจิตคิดหมายของเด็ก
ทั้งต่อโลกมนุษย์ และโลกแห่งสิ่งแวดล้อม ว่าจะเอาอย่างไรกับโลก
จะปฏิบัติต่อโลกหรือมีความสัมพันธ์กับโลกนั้นอย่างไร เขาจะออกไปทำอะไรกับโลก
หรือเอาอะไรจากโลก เป็นต้น เช่นในทางบวกว่าจะออกไปร่วมอยู่ร่วมสร้างสรรค์
หรือในทางลบว่าจะออกไปต่อสู้ห้ำหั่นชิงชัย ฯลฯ
เริ่มต้นตั้งแต่ข้อแรก พ่อแม่ คือมนุษย์ชายหญิงที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกตลอดเวลา
นั้น ก็คือตัวแทนของมนุษย์หมดทั้งโลก ซึ่งรวมแล้วก็มีเพียง 2 คน คือหญิงกับชาย
พ่อแม่ในฐานะมนุษย์ชายหญิงที่ใกล้ชิดลูกมากที่สุดนี้กำลังทำหน้าที่ในบทบาทที่สำคัญ
ยิ่ง คือการก่อร่างสร้างทัศนคติของเด็กต่อโลกมนุษย์ หรือต่อมนุษย์หญิงชายทั่วทั้งโลก
ตอนนี้ข้ออุ่นใจก็เกิดขึ้นว่า โดยทุนเดิมตามธรรมชาติที่พ่อแม่มีความรักต่อลูก
ท่าทีความรู้สึกและการปฏิบัติต่อลูก แม้โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ได้ตั้งใจ ก็จึงเป็นไปใน
ทางแห่งความมีเมตตากรุณา นำเด็กให้มีความรู้สึกที่ดีงาม คือท่าทีแห่งมิตรไมตรี ความรักความอบอุ่น
และการเอื้อเฟื้อเกื้อกูล
เมื่อพ่อแม่มีลูกคนอื่นๆ พ่อแม่ก็จะนำให้ลูกมีความรู้สึกต่อลูกคนอื่นๆ นั้นว่าเป็นพี่เป็นน้อง
และให้ความเป็นพี่เป็นน้อง มีความหมายในแง่ของความรักความผูกพันพ่วงมาในตัว
(เราจึงใช้คำว่าพี่น้องในความหมายที่แสดงถึงความรักความอบอุ่นช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน)
ต่อมาพ่อแม่ก็แนะนำแสดงญาติมิตรอื่นๆ เช่น ลุง ป้า น้า อา
โดยพ่วงมากับความรู้สึกและทัศนคติที่ดี กว่าเด็กจะโตขึ้นมา
พ่อแม่ที่เป็นตัวแทนของมนุษย์ชาติคู่นี้ก็ได้ชักนำให้ลูกเกิดมีทัศนคติพื้นฐานต่อเพื่อนมนุษย์ในทางที่ดีเป็นมิตรมีไมตรีขึ้นแล้ว
นี้เป็นตัวอย่างของการทำบทบาทของพ่อแม่ในการแสดงโลกหรือนำเสนอโลกนี้แก่ลูก

|