พระพุทธเจ้าของฉัน
สันติสุข โสภณสิริ
บทที่ ๒ คำทำนาย
บนภูเขานอกเมืองกบิลพัสดุ์ มีฤาษีเฒ่าอยู่ตนหนึ่ง เป็นพระอาจารย์ของพระราชาชื่อว่ากาฬเทวิล เมื่อฤาษีรู้ว่าบัดนี้มีคนดีมาเกิดแล้ว ก็มาเยี่ยม ตอนนั้นทารกน้อยอายุได้ ๓ วัน พอฤาษีได้เห็นทารกน้อยก็ก้มลงกราบแทบเท้าแล้วร้องไห้ ฝ่ายพระราชาเห็นฤาษีร้องไห้ก็ตกใจถามว่า "พระอาจารย์เห็นสิ่งไม่ดีในลูกของเราหรือ จึงร้องไห้" ฤาษีพูดปลอบพระราชาว่า "พระองค์อย่าตกใจไปเลย อาตมาไม่ได้ร้องไห้ให้กับพระลูกเจ้าดอก แต่ร้องไห้ให้กับตัวเอง พระลูกเจ้านี้ต่อไปข้างหน้าจะเป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย ถ้าหากเธออยากเป็นพระราชา ก็จะเป็นยอดกว่าพระราชาทั้งหมดในโลกนี้ คือเป็นพระจักรพรรดิ แต่ถ้าหากเธออยากออกบวช ก็จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าจักรพรรดิเสียอีก คือได้เป็นถึงพระพุทธเจ้า น่าเสียดาย ตัวอาตมานี้แก่มากแล้ว
คงตายก่อนจะได้เห็นพระลูกเจ้านี้เป็นพระพุทธเจ้า ดังนั้นจึงร้องไห้ ส่วนพระองค์ขอให้ทรงยินดีเถิดที่ได้พระลูกเจ้ามีบุญเช่นนี้"
เมื่อฤาษีลากลับไปแล้ว พระราชาทรงรำพึงว่า "เราไม่ต้องการให้ลูกรักของเราเป็นพระพุทธเจ้าดอก เพราะจะทำให้ตระกูลศากยะอันเก่าแก่ของเราฉิบหายหมด เราต้องการให้ลูกของเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเพื่อสืบสกุลแทนเรา และลูกของเราจะได้เป็นใหญ่กว่าพระราชาทั้งหมดในโลกนี้" เมื่อรำพึงดังนี้แล้ว พระราชาก็อุ้มโอรสน้อยไว้ในวงแขนอย่างเป็นสุข ฝันถึงชื่อเสียงและความใหญ่โต ที่ลูกน้อยจะนำมาให้แก่วงศ์ตระกูลในวันข้างหน้า
เมื่อทารกน้อยอายุครบ ๕ วัน พระราชาก็เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน มาทำพิธี ตั้งชื่อให้ว่า "สิทธัตถะ" แปลว่า "ผู้ได้รับทุกสิ่งตามต้องการ" หลังจากนั้นพวกพราหมณ์ก็ทำนายเจ้าชายสิทธัตถะเป็น ๒ ข้อ ตรงกับที่ฤษีกาฬเทวิลเคยทำนายไว้ ยกเว้นพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งชื่อโกณฑัญญะ ได้ชูนิ้วมือขึ้นนิ้วเดียวในที่ประชุม และทำนายว่า "เจ้าชายสิทธัตถะจะต้องเป็นพระพุทธเจ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น" พระราชาไม่ชอบคำทำนายนี้ จึงถามพวกพราหมณ์ว่า "อะไรเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกของเราออกบวช" ก็ได้รับคำตอบว่า "เจ้าชายสิทธัตถะจะออกบวชต่อเมื่อได้เห็นคน ๔ จำพวก คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช" พระราชาได้ฟังดังนั้นจึงกวดขันห้ามไม่ไห้คนทั้ง ๔ พวกนี้เข้ามาในวังเด็ดขาด นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้ใครพูดถึงความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายอีกด้วย แม้ต้นไม้ดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาก็ต้องเอาออกไปจากวัง ภายในเวียงวังจึงล้วนแต่ประดับประดาไปด้วยสิ่งสวยงามของหอม มีการขับร้องประโคมดนตรีทั้งกลางวันกลางคืน ชาววังก็คัดเลือกเฉพาะแต่หนุ่มๆ สาวๆ หน้าตาสวยงามทั้งนั้น ทุกคนหัวเราะ ร้องเพลง เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน
พระราชากระหยิ่มใจว่า "ถ้าเราเลี้ยงลูกของเราให้อยู่ในความสุขอย่างเดียว เธอก็จะไม่มีวันพบกับสิ่งที่ทำให้เธอคิดออกบวชได้เลย แล้วในที่สุดความฝันที่เรารอคอยก็จะกลายเป็นความจริง"
แต่พระราชาดีใจที่เพิ่งได้ลูกใหม่อยู่ไม่นาน ก็ต้องเสียใจเพราะพระมเหสีที่รักคือพระนางมายา มาด่วนสิ้นพระชนม์ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะอายุเพียง ๗ วันเท่านั้น พระราชาจึงให้พระมเหสีอีกองค์หนึ่งชื่อพระนางปชาบดี ทำหน้าที่เป็นพระแม่เลี้ยงของเจ้าชายสิทธัตถะ พระนางปชาบดีผู้นี้เป็นพระน้องนางของพระนางมายา นางรักเจ้าชายสิทธัตถะมากกว่าลูกแท้ๆ ของนางเสียอีก