พระพุทธเจ้าของฉัน
                       สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๔ ภาพในท้องนา

           เมืองกบิลพัสดุ์มีท้องนากว้างใหญ่ ชาวเมืองนี้ส่วนมากเป็นชาวนา มีประเพณีของพวกชาวนาอย่างหนึ่งคือ เมื่อถึงต้นฤดูทำนา พวกเขาจะเชิญพระราชามาเป็นผู้หว่านไถในนาเป็นคนแรก ประเพณีนี้เรียกว่า "พิธีแรกนาขวัญ" ชาวนาเชื่อว่าประเพณีนี้จะทำให้พวกเขาโชคดีทำนาได้ข้าวมากๆ ทุกปี
           เมื่อถึงต้นฤดูทำนาปีหนึ่ง พระราชาต้องออกไปทำพิธีแรกนาขวัญเหมือนทุกปี ในปีนี้พระองค์ได้นำเจ้าชายสิทธัตถะไปด้วย เพราะเห็นว่าเจ้าชายโตแล้ว ควรจะได้เห็นพิธีนี้ ต่อไปเมื่อเจ้าชายได้เป็นพระราชาแทนพระองค์ จะได้ทำพิธีได้ถูกต้อง
           ในระหว่างทำพิธีแรกนาขวัญ พวกพี่เลี้ยงได้ปล่อยเจ้าชายไว้ผู้เดียว ส่วนพวกตนพากันไปเที่ยวสนุกในงานพิธี เจ้าชายนั่งบนโคนต้นหว้าใหญ่ต้นหนึ่ง เธอทอดสายตาดูท้องนาที่อาบด้วยแสงเงินแสงทองตอนเช้า ชาวนากำลังจูงหางไถอย่างมีความสุข แมกไม้แตกใบอ่อนรับฤดูฝนดูเขียวไปหมด พวกนกผีเสื้อหมู่แมลงนานาชนิดพากันบินว่อน ฉวัดเฉวียนส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวร่าเริง ผู้ที่มาในงานพิธีล้วนแต่งตัวสวยๆ ทุกคนหัวเราะสนุกสนานกันเต็มที่ เจ้าชายสิทธัตถะชื่นชมกับภาพที่ได้เห็นนี้
           แต่เมื่อเจ้าชายเพ่งมองดูภาพเดียวกันนี้ลึกลงไปอีก เธอกลับเห็นภาพอีกอย่างหนึ่งเป็นภาพของพวกกบเขียดและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดินกำลังกระโดดหนีคมไถที่ขุดคราดลงไปในดินอย่างไม่คิดชีวิต เพราะบ้านของพวกมันถูกทำลาย เมื่อเจ้าชายมองดูท้องฟ้าอีกครั้งหนึ่ง ก็เห็นว่าพวกนกไม่ได้บินส่งเสียงร้องอย่างมีความสุขอีกแล้ว มันกำลังไล่โฉบจิกแมลงอย่างหิวกระหาย วัวที่อยู่ในนาก็ต้องแบกแอกบนคออันหนักอึ้งพอหยุดเดินเพราะเหนื่อยก็ถูกชาวนาเอาแส้ตีให้ลากคันไถต่อไป แม้แต่ชาวนาเองก็ต้องเดินย่ำโคลนกรำแดดร้อน เอามือปาดเหงื่อที่หน้าด้วยความเหนื่อยอ่อน
           ภาพในท้องนาที่เปลี่ยนไปนี้ ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะถึงกับสะดุ้งใจว่า "โอ้นึกไม่ถึงเลยว่าโลกอันแสนสุขของเราจะเป็นวังวนของความทุกข์ที่น่ากลัวเช่นนี้ ชาวนา วัว กบ เขียด นกและแมลง ล้วนรักชีวิตของตน ต่างดิ้นรนอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อหากินเอาตัวรอด แต่แล้วในที่สุด สัตว์เหล่านี้กลับรังแกกันเอง สัตว์โลกเหล่านี้ ช่างน่าสงสารจริงหนอ"
           ในชั่วขณะนั้น เจ้าชายสิทธัตถะรู้สึกรักและสงสารสัตว์ทั้งหลายเหลือเกิน เมื่อเธอมองลึกลงในกระแสทุกข์ของสัตว์เหล่านั้นมากขึ้นความรักและความสงสารก็ดื่มลึกลงในดวงใจของเธอมากขึ้นด้วย จนถึงจุดหนึ่ง ดวงใจของเธอบังเกิดความสงัดเยือกเย็นอย่างไม่เคยมีมาก่อนเลย
           หลังจากนั้นเป็นต้นมา เจ้าชายสิทธัตถะก็เงียบลงจนผิดสังเกตเธอชอบเก็บตัวอยู่ในสวนคนเดียว เธอกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ไม่มีใครเดาได้ถูก ความเปลี่ยนแปลงของเจ้าชายสิทธัตถะนี้ อยู่ในสายตาของพระราชาโดยตลอด พระราชาเริ่มหวั่นวิตกแล้วว่า "ถ้าขืนปล่อยให้ลูกของเราเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไป คำทำนายของพราหมณ์หนุ่มชื่อโกณ-ทัญญะจะต้องกลายเป็นจริงไม่วันใดก็วันหนึ่ง และเมื่อถึงวันนั้น คนที่เสียใจมากที่สุดก็คือตัวเรานั่นเอง"