พระพุทธเจ้าของฉัน
สันติสุข โสภณสิริ
บทที่ ๕ เสน่ห์เจ้าหญิงพิมพา
วันหนึ่ง พระราชาได้ปรึกษากับขุนนางคนสนิทว่า "เราต้องการให้ลูกของเราเป็นพระราชาต่อจากเรา พระราชาจะต้องเป็นผู้เข้มแข็ง ชอบการรบ และมีอำนาจมาก แต่ลูกของเราเป็นคนใจดีและอ่อนโยนจนเกินไป เธอชอบนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียวในสวน มากกว่าสนใจเรื่องการรบและการปกครองบ้านเมือง ถ้าลูกของเรายังขืนเป็นอยู่อย่างนี้ละก็ เธอจะไม่มีวันได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิดอก เรากลัวเหลือเกินว่าวันหนึ่งลูกของเราจะหนีออกจากวังไปบวชเป็นพระพุทธเจ้า พวกท่านมีวิธีการใดบ้างที่จะผูกมัดลูกของเราให้อยู่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ"
ขุนนางเจ้าปัญญาคนหนึ่งกราบทูลว่า "พระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย เรื่องนี้ไม่ยากดอก ปีนี้พระลูกเจ้าอายุ ๑๖ พรรษา เธอโตเป็นหนุ่มแล้ว พระองค์ควรหาหญิงงามมาเป็นพระชายาอยู่ร่วมกับเธอ เธอจะได้มีความสุขตามประสาคนหนุ่ม เมื่อพระชายาให้ลูกน่ารักแก่เธอแล้วเธอจะเลิกคิดออกบวช และอยู่เป็นพระราชาสืบต่อจากพระองค์
พระราชาเห็นด้วยกับข้อเสนออันยอดเยี่ยมนี้ แต่ก็ยังวิตกอยู่ว่า "ลูกของเรานี้ไม่เหมือนกับคนอื่น เธอเป็นคนเข้าใจยาก เธอไม่สนใจในสิ่งที่คนอื่นเขาชอบกัน ถ้าเราหาผู้หญิงมาให้เธอ เธออาจไม่ถูกใจก็ได้ เราต้องให้เธอเป็นคนเลือกเอง"
เมื่อได้โอกาสเหมาะ พระราชาจึงพูดกับเจ้าชายสิทธัตถะว่า "บัดนี้ลูกของพ่อก็โตเป็นหนุ่มแล้ว ควรจะแต่งงานเสียที ลูกชอบผู้หญิงแบบไหน พ่อจะสู่ขอมาให้ลูก" ฝ่ายเจ้าชายสิทธัตถะได้ฟังคำของพระบิดาก็ประหลาดใจ เพราะไม่รู้ว่าการแต่งงานเป็นอย่างไร เธอไม่แน่ใจว่า ถ้ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาอยู่ด้วยแล้ว จะทำให้เธอมีความสุขหรือมีความทุกข์ เธอจึงไม่สู้เต็มใจนัก แต่อีกใจหนึ่งก็อยากรู้อยากเห็นว่าการแต่งงานเป็นอย่างไร เธอจึงตอบพระบิดาว่า "ถ้าพ่อต้องการหาผู้หญิงมาอยู่กับลูก ผู้หญิงคนนั้นจะต้องใจดีเหมือนพระแม่น้าปชาบดี เป็นแม่ที่ไม่พูดโกหกลูก ไม่มีมายาหลอกหลวง ถ่อมตัวแม้กระทั่งกับคนรับใช้ รักคนและสัตว์ทั้งหลายไม่เลือกหน้า ชอบเสียสละ ให้ทาน มักน้อย ไม่มัวเมาในความสวยงามฟุ้งเฟ้อ ไม่ติดรสอาหาร ไม่ติดเสียงและกลิ่น มีใจเป็นธรรมอยู่เสมอ ผู้หญิงคนใดก็ตามที่มีความดีเช่นนี้ให้ลูกเถิด"
เมื่อได้ฟังดังนั้น พระราชาจึงสั่งให้ทำพวงมาลัยดอกอโศกเป็นจำนวนมาก ล้วนแล้วด้วยทองเงินและแก้วสีต่างๆ หลังจากนั้นพระองค์ก็สั่งให้ตีกลองป่าวประกาศในเมืองกบิลพัสดุ์ว่า "ในวันที่ ๗ เจ้าชายสิทธัตถะจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ในวัง และจะประทานพวงมาลัยดอกไม้อโศกแก่หญิงสาวทั้งหลาย ขอให้หญิงสาวทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นลูกสาวพระราชา ลูกสาวขุนนาง ลูกสาวพราหมณ์ ลูกสาวพ่อค้า ลูกสาวชาวนาหรือลูกสาวคนขอทานก็ตาม ทั้งหมดขอให้มาประชุมกันที่ท้องพระโรง เจ้าชายสิทธัตถะไม่สนใจชนชั้น เธอสนใจแต่ความดี"
ครั้นถึงวันที่ ๗ เจ้าชายสิทธัตถะออกมาประทับในท้องพระโรงเพื่อประทานพวงมาลัยดอกอโศกให้แก่หญิงสาวที่มากันมากมาย ฝ่ายพระราชาก็ให้คนคอยสังเกตดูว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีท่าทางสนใจผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ แล้วให้มาบอกพระองค์
หญิงสาวเดินเข้ามารับพวงมาลัยดอกอโศกจากมือของเจ้าชายหนุ่มทีละคน ทุกคนทำท่าทางอาย ไม่กล้าสบตาเจ้าชาย ฝ่ายเจ้าชายเองก็ไม่สนใจหญิงสาวเหล่านั้นเลย ในที่สุดก็มาถึงหญิงสาวคนสุดท้ายนางเดินเข้ามาหาเจ้าชายหนุ่มอย่างสง่าผ่าเผยแล้วหยุดยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าชาย โดยไม่มีความอายเหมือนหญิงสาวคนอื่นเลย ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เจ้าชายหนุ่มมองดูหญิงสาวรุ่นเดียวกันด้วยความพอใจนางช่างเป็นหญิงงามที่อาจหาญอะไรเช่นนี้ ทั้งสองต่างมองดูตากันเงียบๆ ครู่หนึ่ง หญิงสาวก็พูดขึ้นว่า "เจ้าชายเพคะ ยังมีรางวัลอะไรเหลืออยู่สำหรับหม่อมฉันบ้าง" เจ้าชายหนุ่มสะดุ้งเหมือนตื่นจากฝันพวงมาลัยดอกอโศกหมดเสียแล้ว เจ้าชายจึงถอดแหวนออกจากนิ้วประทานให้แก่หญิงสาว "นี่เป็นของขวัญสำหรับเธอ" หญิงสาวรับแหวนมาสวมนิ้วของนาง ยิ้มให้เจ้าชายแล้วจากไป
คนของพระราชาเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตลอด เขากลับไปรายงานพระราชาทรงทราบด้วยความตื่นเต้น "ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์พบเจ้าสาวที่เหมาะสมกับพระลูกเจ้าแล้ว นางคือเจ้าหญิงพิมพา พระธิดาของพระราชาสุปปพุทธะ เจ้าเมืองเทวทหะ ผู้เป็นพระญาติของพระองค์นั่นเอง"
พระราชาดีใจเป็นที่สุด จึงส่งทูตไปขอเจ้าหญิงพิมพาจากพระราชาสุปปพุทธะ แต่พระราชาเมืองนั้นกลับตอบมาว่า "เราเชื่อว่าลูกชายของท่านคงเป็นเจ้าชายที่ดี แต่เราจะไม่ยกลูกสาวของเราให้ใครเด็ดขาด จนกว่าจะได้พิสูจน์ความสามารถเสียก่อน มีเจ้าชายคนอื่นๆ อีกหลายคนที่ต้องการแต่งงานกับนาง และเจ้าชายเหล่านั้นก็ล้วนแต่มีฝีมือยอดเยี่ยม ทุกคนเก่งในการขี่ม้า ยิงธนู ฟันดาบ และเก่งกีฬาอื่นๆ ดังนั้น ถ้าลูกชายของท่านต้องการแต่งงานกับลูกสาวของเราเธอจะต้องประลองฝีมือกับคู่ต่อสู้คนอื่นๆ ตามประเพณีของเราก่อน"
เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้ พระราชาทรงกลุ้มใจมาก "โธ่เอ๋ย เราไม่เคยเห็นลูกของเราสนใจการต่อสู้เลยแม้แต่นิดเดียว สมแล้วที่เจ้าชายคนอื่นๆ เขาพากันล้อลูกของเราว่าเจ้าอึ่งอ่างจำศีล ลูกของเราจะสู้เขาได้อย่างไร" แต่เจ้าชายสิทธัตถะพูดปลอบพระบิดาว่า "พ่ออย่าวิตกไปเลย ลูกจะเข้าประลองฝีมือเพื่อชิงเจ้าหญิงพิมพามาให้ได้"