พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๙ นอกกำแพงวัง

           เจ้าชายสิทธัตถะไม่สามารถเก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้ได้อีกต่อไป บทเพลงประหลาดในคืนนั้นยังคงดังก้องกังวานอยู่ในดวงใจของเธอและดังขึ้นเรื่อยๆ เจ้าชายจึงไปเฝ้าพระราชา รบเร้าขอออกไปดูโลกนอกกำแพงวัง ฝ่ายพระราชาก็ตกลงยินดี "อา! ลูกรักของพ่อ ต้องการเที่ยวชมเมืองหรือ เอาซิลูก จะเป็นไรไป ลูกอยู่ในวังอันแสนสุขมานาน ถึงเวลาแล้วที่ลูกจะได้เห็นเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งวันหนึ่งจะเป็นของลูก"
          แต่พระราชาไม่ต้องการให้เจ้าชายสิทธัตถะเห็นภาพอันน่าเกลียดหรือสิ่งที่รบกวนจิตใจของเธอในระหว่างชมเมือง ดังนั้นก่อนวันที่เจ้าชายจะออกชมเมือง พระราชาก็ให้ทหารประกาศแก่ชาวเมืองว่า "โดยคำสั่งของพระราชา ในวันพรุ่งนี้เจ้าชายสิทธัตถะจะมาชมเมืองกบิลพัสดุ์ ขอให้ชาวเมืองทั้งหลายจงตกแต่งประดับประดาบ้านเรือน ร้านรวง และถนนหนทางให้สวยงาม สะอาด สะอ้าน น่าดู เพื่อต้อนรับเจ้าชาย จงซ่อนคนเจ็บคนพิการและคนแก่ไว้ในบ้าน อย่าหามคนตายไปเผาที่แม้น้ำโดยเด็ดขาด ในวันพรุ่งนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองของเราจะต้องสวยสดงดงาม" และแล้วพวกทหารก็กวาดต้อนคนขอทานและคนยากจนไปไว้อีกมุมหนึ่งของเมืองที่เจ้าชายไปไม่ถึง
          เมื่อถึงเช้าวันกำหนด คนขับรถม้าชื่อนายฉันนะ ได้ขับรถม้าพาเจ้าชายสิทธัตถะทะยานผ่านประตูวังออกสู่โลกภายนอก มีขบวนแห่แหนติดตามมากมาย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจ้าชายได้มาเห็นตัวเมืองกบิลพัสดุ์ และเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกันที่ชาวเมืองได้เห็นผู้ที่จะเป็นพระราชาของพวกเขาในวันข้างหน้า
          เมืองกบิลพัสดุ์ช่างสวยงาม สะอาดตา ราวกับวังของเจ้าชายสองข้างทางมีธงทิวสีต่างๆ ประดับประดา ชาวเมืองมีแต่หนุ่มๆ สาวๆ หน้าตาหมดจดงดงามเหมือนคนในวังของเจ้าชาย ทุกคนโห่ร้องต้อนรับเจ้าชายด้วยความยินดี บางคนฟ้อนระบำขับเพลง บนท้องถนนเต็มไปด้วยกลีบดอกไม้นานาสีที่ชาวเมืองโปรยปรายใส่เจ้าชายที่รักของเขาในระว่างที่เจ้าชายสิทธัตถะกำลังยิ้มระรื่น โบกไม้โบกมือทักทาย ชาวเมืองสองข้างทาง เธอก็ต้องตกตะลึงด้วยภาพที่อยู่เบื้องหน้า
          คนหน้าเหี่ยว หลังงองุ้ม ถือไม้เท้า เดินกระย่องกระแย่งออกมาจากฝูงคนหนุ่มสาวที่กำลังหัวเราะร่าเริง เจ้าชายไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย จึงถามนายฉันนะว่า "ฉันนะ นั่นตัวอะไรน่ะ ทำไมมันจึงหลังโก่งอย่างนั้น ไม่เต้นรำเหมือนคนอื่นๆ ทำไมหัวของมันจึงขาวโพลน ไม่ดำขลับเหมือนคนที่อยู่รอบๆ เนื้อหนังของมันดูเหี่ยวย่นกระดำกระด่าง ไม่ขาวผ่องใสเหมือนคนในที่นี้ ฉันนะบอกฉันเร็วๆ เข้า มันตัวอะไรกันแน่"
          นายฉันนะทูลตอบว่า "ทำไมหรือเจ้าชาย นั่นคือคนแก่ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง"
          เจ้าชายทำท่าฉงน ถามว่า "คนแก่หรือ เขาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิดหรืออะไรทำให้เขาเป็นเช่นนี้ล่ะ"
          นายฉันนะทูลตอบว่า "เปล่าดอกเจ้าชาย เขาไม่ได้เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เกิด แม่เมื่อหลายปีก่อน คนหนังเหี่ยวหลังโกงที่อยู่ต่อหน้าเรานี้ก็เป็นหนุ่มแข็งแรงเหมือนกับพวกเราทั้งหลาย แต่เมื่ออายุมากแล้วเนื้อ หนังของเขาก็เริ่มเหี่ยวย่น กำลังกายถอยลงๆ แก้มตอบ ฟันฟางหลุดร่วงหมดปาก มีหลังโกงงองุ้ม อย่างที่เจ้าชายเห็นนี้แหละ"
          เจ้าชายทั้งสงสารและสงสัย ถามต่อไปว่า "โถ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน เมืองกบิลพัสดุ์มีเขาเป็นอย่างนี้คนเดียวใช่ไหม ยังมีคนอื่นเป็นอย่างเขาอีกหรือเปล่า"
          นายฉันนะทูลตอบว่า "โอ เจ้าชายไม่รู้ดอกหรือคนทั้งหมดในเมืองนี้ ถ้ามีอายุมากเข้าก็จะต้องเป็นอย่างชายคนนี้ รวมทั้งตัวเจ้าชายพระบิดา พระชายาที่รักของเจ้าชาย ก็จะต้องเป็นอย่างชายคนนี้ด้วย"
          คำตอบของนายฉันนะ ทำให้เจ้าชายตกใจมาก เธอหน้าซีดเผือดพูดอะไรไม่ออกอยู่เป็นเวลานาน เธอนึกไม่ถึงเลยว่าสักวันหนึ่งทั้งตัวเธอเองและคนที่เธอรักจะต้องหนังเหี่ยวย่นน่าเกลียดเหมือนชายคนนี้โอ! บทเพลงประหลาดได้ไขความลับของมันออกมาแล้ว ความแก่เป็นอย่างนี้เองหนอ ในที่สุดเจ้าชายก็บอกคนขับรถว่า "ฉันนะ พาฉันกลับวังเถิด ฉันไม่มีใจอยากดูอะไรอีกต่อไปแล้ว พอกันทีสำหรับวันนี้"
          เจ้าชายสิทธัตถะกลับสู่วังโดยไม่พูดไม่จากับใครเลย เธอเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องของเธอคนเดียว ทุกคนเห็นความผิดปกติของเธอและพยายามทำให้เธอหัวเราะร่าเริงขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ผล ตอนอาหารค่ำ เธอไม่ยอมแตะต้องอาหารอะไรเลย ถึงแม้ว่าแม่ครัวจะจัดอาหารที่เธอโปรดที่สุดให้
          เจ้าชายไม่สนใจเพลง ไม่สนใจการฟ้อนรำ เธอนั่งซึม คิดหมกมุ่นอยู่แต่ว่า "โอ! ความแก่ ฉันต้องแก่ด้วยหรือนี่ ฉันจะหนีความแก่ไปได้อย่างไรหนอ"