พระพุทธเจ้าของฉัน
สันติสุข โสภณสิริ
บทที่ ๑๐ ความตกตะลึงครั้งที่ ๒
ฝ่ายพระราชา เมื่อรู้ว่าเจ้าชายกลับมาเหม่อซึม พระองค์ก็ไม่สบายใจไปด้วย พระราชาคิดว่า "เมืองกบิลพัสดุ์คงยังไม่สวยพอกระมัง ลูกของเราจึงไม่พอใจ เอาละ เราจะให้ลูกของเราออกไปดูเมืองอีกคราวนี้จะต้องตกแต่งเมืองให้สวยกว่าเก่า"
นายฉันนะขับรถม้าพาเจ้าชายออกชมเมืองอีกครั้ง คราวนี้เมืองกบิลพัสดุ์สวยงามกว่าเก่าหลายเท่า ชาวเมืองมาต้อนรับเจ้าชายคับคั่งกว่าเดิม มีการละเล่นต่างๆ ให้เจ้าชายดูอย่างเพลิดเพลิน แต่แล้วโดยไม่คาดฝัน เจ้าชายก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องโอดโอยอย่างน่ากลัว พอเจ้าชายเหลียวมาดูทางต้นเสียง ก็แทบจะเบือนหน้าไปเสียอีกทางหนึ่ง แต่ก็อดถามนายฉันนะไม่ได้ว่า "ฉันนะ นั่นตัวอะไรน่ะ ดูเหมือนคน แต่มีจุดตะปุ่มตะป่ำขึ้นเต็มตัวเหมือนคางคก ทำไม มันต้องกุมหัวร้องดิ้นทุรนทุราย มีน้ำลายฟูมปากแบบนั้น ไม่ร้องเพลงเหมือนคนอื่น"
นายฉันนะทูลตอบว่า "นั่นคือคนเจ็บ เขาเป็นโรคฝีดาษอย่างแรง ตัวของเขากำลังร้อนเป็นไฟ หัวของเขาปวดเหมือนจะระเบิด เขาจึงร้องดิ้นแบบนั้น ไม่มีคนเจ็บคนไหนมีแก่ใจหัวเราะอยู่ได้หรอกเจ้าชาย"
เจ้าชายถามอีกว่า "ฝูงคนที่กำลังหัวเราะสนุกสนานจะต้องเป็นอย่างนี้ด้วยไหม"
นายฉันนะทูลตอบว่า "ใช่แล้วเจ้าชาย ทุกคนในเมืองนี้มีโอกาสเป็นอย่างชายคนนี้ได้ทุกคน บางคนอาจเป็นมากกว่านี้ บางคนเป็นเท่านี้ บางคนเป็นน้อยกว่านี้ แต่ขึ้นชื่อว่าคนเจ็บแล้ว ไม่ว่าเจ็บน้อยหรือเจ็บมากก็เป็นทุกข์
คำตอบของฉันนะทำให้เจ้าชายสะเทือนมาเป็นครั้งที่ 2 เจ้าชายรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ความสนุกสนานยินดีของชาวเมืองไม่สามารถทำให้เจ้าชายยิ้มได้อีกแล้ว พวกท่านมัวหัวเราะอยู่ได้อย่างไรในเมื่อสวันหนึ่งท่านจะต้องเจ็บ ร้องครวญครางเหมือนชายคนนี้"
เจ้าชายบอกให้นายฉันนะพาเธอกลับเข้าวังโดยเร็ว ภาพคนเจ็บที่ได้เห็นเพียงพอแล้วที่จะทำให้เจ้าชายคิดมาก จนไม่เป็นอันกินอันนอนเธอกลับเซื่องซึมหนักลวงไปอีก เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว ไม่ยอมแตะต้องข้าวน้ำ ไม่ยอมพูดกับใครแม้แต่กับเจ้าหญิงพิมพา ตลอดคืนนั้นเจ้าชายไม่ได้บรรทมเลย ครุ่นคิดอยู่แต่ว่า "โอ ความเจ็บ เราจะหนีพ้นความเจ็บไปได้อย่างไรหนอ