พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๑๒ สวนสงบ

           ผู้ที่เป็นทุกข์ไม่น้อยกว่าเจ้าชายสิทธัตถะก็คือพระราชา พระองค์ไม่รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะให้ลูกสุดที่รักของพระองค์หัวเราะร่าเริงได้เหมือนเดิม พระราชาถามขุนนางคนสนิทของพระองค์ว่าจะทำอย่างไรกันดี ขุนนางทูลตอบว่า "เอาอย่างนี้ซิพระองค์ ให้เจ้าชายออกชมเมืองอีกครั้ง แต่คราวนี้ให้เจ้าชายไปตามลำพังกับนายฉันนะ ไม่ต้องมีขบวนแห่แหนติดตามเหมือนคราวก่อน เจ้าชายชอบอิสระ บางทีเธออาจจะมีความสุขก็ได้ ถ้าหากเที่ยวชมเมืองตามใจชอบ"
          เจ้าชายสิทธัตถะออกเที่ยวชมเมืองอีกครั้งหนึ่ง เธอเที่ยวตระเวนไปตามซอกซอยต่างๆ ของเมืองกบิลพัสดุ์ที่ยังไม่เคยไป เมื่อถึงริมฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง เจ้าชายบอกให้นายฉันนะหยุดรถเพื่อดูภาพที่อยู่ข้างหน้าว่าเป็นอะไร ภาพนี้ไม่ทำให้เธอตกใจเหมือนคราวก่อนๆ เธอเพียงแต่แปลกใจที่เห็นชายคนหนึ่งนอนหลับอยู่บนคานหาม มีผ้าขาวคลุมอยู่ ส่วนคนที่กำลังหามและคนที่เดินตามมาพากันร้องไห้ระงม เจ้าชายไม่รู้ จึงถามนายฉันนะว่า "คนที่กำลังนอนหลับอยู่บนคานหามนั้นเป็นใคร ทำไมคนอื่นๆ ที่เดินตามเขาจึงพากันร้องไห้ แล้วเขาจะหามคนนั้นไปทางไหน"
          นายฉันนะทูลตอบว่า "เจ้าชาย นั่นไม่ใช่คนนอนหลับ แต่เป็นคนตาย คนที่เดินตามเขานั้นเป็นญาติ พากันร้องไห้เพราะเสียใจที่เขาตาย พวกญาติกำลังพาเขาไปเผาที่ริมแม่น้ำ"
          เจ้าชายยิ่งสงสัยขึ้นอีกถามว่า "แต่ก่อนชายคนนี้ก็เหมือนกับคนทั่วไปที่เราเห็น แต่ต่อมาเขาล้มเจ็บลงหรือไม่ก็แก่มากขึ้น จนทนไม่ไหวก็ตายคือชีวิตได้หนีออกจากร่างของเขา ต่อไปนี้ตาเขาไม่สามารถเห็นอะไรอีกแล้ว หูของเขาก็ไม่ได้ยิน ปากของเขาก็พูดไม่ได้ เขาไม่รู้สึกร้อนหนาว หัวเราะร้องไห้ไม่ได้อีกแล้ว ในโลกนี้เขาเอาอะไรไปด้วยไม่ได้เลย สิ่งที่เขารักที่สุดเขาก็เอาไปไม่ได้ และแม้แต่ตัวของเขาเองก็จะเน่าเปื่อย มีกลิ่นเหม็น ไม่มีใครเอาตัวเขาเก็บไว้ นอกจากเอาไปเผา"
          เจ้าชายพูดกับนายฉันนะว่า "ชายคนนี้น่าสงสารจริง คงไม่มีใครโชคร้ายกว่าเขาอีกแล้ว"
          นายฉันนะทูลตอบว่า "เจ้าชายไม่รู้ดอกหรือว่า ทุกคนในโลกนี้ต้องตาย ในที่สุดทุกคนต้องเป็นเหมือนกับชายคนนี้ บางคนอาจจะไม่แก่ บางคนมีร่างกายดีไม่เจ็บไข้มากนัก แต่ไม่ถึงร้อยปีทุกคนต้องตาย ไม่มีข้อยกเว้น และจะตายเมื่อไรก็ได้ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย"
          ความจริงธรรมดาที่นายฉันนะทูลตอบเจ้าชายครั้งนี้ กลับทำให้เจ้าชายรู้สึกสะเทือนใจมากกว่าทุกคราว เจ้าชายรำพึงอย่างหดหู่ว่า "ความตายช่างเป็นความจริงสุดท้ายของชีวิตที่น่ากลัวเหลือเกิน นึกไม่ถึงเลยว่าตัวฉันผู้เป็นลูกพระราชา มีร่างกายงาม มีชีวิตอันหาได้ยากจะต้องมาตายเน่าเหม็น และถูกเขาเอาไปเผาไฟเหมือนคนยากจนคนนี้ พระบิดาของฉัน พระน้านางและพระชายาที่รักของฉัน ก็ต้องพบจุดจบเช่นนี้ด้วยหรือ โอ้ ผู้คนทั้งหลาย ช่างมีความจำสั้นเหลือเกินทั้งที่เขาเห็นความตายอยู่ต่อหน้าต่อตาแท้ๆ แต่ก็ยังลืมตัวอยู่ในความหลงระเริง" เมื่อรำพึงดังนี้แล้ว เจ้าชายบอกให้นายฉันนะพาเธอกลับเข้าวัง
          หลังจากนั้นเป็นต้นมา เจ้าชายสิทธัตถะไม่เคยยิ้มอีกเลย เธอไม่ยอมพูดกับใคร ไม่ยอมเสวยอะไรทั้งสิ้น จนร่างกายผ่ายผอมลงทุกที ความจริงธรรมดาๆ ของโลก ทำให้เจ้าชายเป็นทุกข์ใจถึงเพียงนี้ บทเพลงประหลาดก้องอยู่ในหูของเธอตลอดเวลาว่า "ชีวิตนี้เต็มไปด้วยความแก่ ความเจ็บ และความตาย