พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๑๕ ลาก่อนพิมพา

          
          ความตั้งใจออกบวชของเจ้าชายหนักแน่นเหมือนภูเขาหิน แต่ยังมีอยู่สิ่งหนึ่งที่เธอยังคิดถึงอยู่ นั่นคือ เจ้าหญิงพิมพาพระชายายอดรัก ผู้ที่เจ้าชายอุตส่าห์ต่อสู้ช่วงชิงมาด้วยความลำบาก และเดี๋ยวนี้นางยังได้ให้พระลูกน้อยคนแรกแก่เจ้าชาย การทิ้งพระชายายอดรักก็ยากอยู่แล้ว นี่ยังต้องมาทิ้งพระลูกน้อยที่เพิ่งเกิดกับอกอีกเล่า ความรู้สึกเป็นพ่อเกิดขึ้นในจิตสำนึกของเจ้าชาย เธอไม่สามารถหักใจได้ จึงเข้าไปดูหน้าพระชายารักและพระลูกน้อยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะจากไป โดยไม่รู้ว่าจะกลับมาวันใด
          เจ้าชายสิทธัตถะไม่กล้าเข้าไปในห้อง เธอยืนดูพระชายารักและพระลูกน้อยจากปากประตู เจ้าหญิงพิมพากำลังหลับ กกพระลูกน้อยไว้ในอ้อมอกอย่างมีความสุข นางคงรออยู่ว่า เมื่อไรหนอพระสวามีสุดที่รักจะมารับขวัญนางและพระลูกน้อย นางไม่รู้เลยว่านับต่อแต่นี้ไป นางจะเหลือแต่พระลูกน้อยไว้ดูต่างหน้าแทนพระสวามี เจ้าชายอยากจะอุ้มลูกน้อยขึ้นมารับขวัญแทบใจจะขาด แต่ก็เกรงว่าพระชายาจะตื่นขึ้นขัดขวางการไปของเธอ เจ้าชายรู้ดีว่าถ้าขืนอยู่ช้า ความห่วงอาลัยจะผูกเธอไว้จนจากไปไม่ได้ เธอจึงหักใจทันที เดินหนีไปไม่เหลียวหลัง
          เจ้าชายบอกให้นายฉันนะเตรียมม้ากัณฐกะคู่ใจไว้ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางไกล เมื่อม้ากัณฐกะพาเจ้าชายและนายฉันนะมาถึงประตูวัง นายทหารรักษาประตูไม่กล้าขัดขวางเจ้าชายที่ตนรัก ปล่อยให้ม้าตะบึงผ่านประตูวังสู่โลกกว้างอันมืดมิด เจ้าชายควบม้าพลางเหลียวหลังพลาง ดูวังจนลับสายตา แม้ม้าจะพาเจ้าชายทิ้งเมืองมาไกลแล้วแต่ความคิดถึงพระชายาและพระลูกน้อยยังติดตามเจ้าชายมาทุกฝีก้าวจิตใจของเจ้าชายหนุ่มเต็มไปด้วยความพะว้าพะวัง แต่ความมุ่งมาดปรารถนาของเจ้าชายมีกำลังแรงกว่า และผลักดันเธอมาจนถึงริมฝั่งแม่น้ำชายแดนแห่งหนึ่ง ชื่ออโนมา ณ ที่นี้เจ้าชายชักม้าผินหน้ากลับมามองดูเมืองกบิลพัสดุ์เป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาทั้งสองของเจ้าชายหนุ่มชุ่มด้วยน้ำตา แต่แล้วในที่สุด เธอก็ข่มใจประกาศคำสาบานของลูกผู้ชายว่า ตราบใดที่ฉันยังไม่พบทางพ้นทุกข์ ตราบนั้นฉันจะไม่กลับมาเมืองกบิลพัสดุ์อีกเลยจนชั่วชีวิต"
          เจ้าชายหันหน้ามาบอกนายฉันนะว่า "นี่แน่ะฉันนะ ฉันได้มาถึงที่ซึ่งฉันต้องการแล้ว ฉันขอขอบใจเจ้ามาก สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ เอาละ ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องนำม้าของฉันพร้อมกับแหวนประจำตระกูลวงนี้กลับวัง ช่วยทูลบอกพระบิดาของฉันด้วยว่า ฉันมิได้หนีจากไปด้วยความโกรธเคืองหรือน้อยใจผู้ใด ตรงกันข้าม เพราะฉันรักพระบิดา รักพระชายา รักลูก และรักทุกทุกๆ คนอย่างที่สุดต่างหาก ฉันจึงจำเป็นต้องทอดทิ้งทุกคนมาเช่นนี้ สักวันหนึ่งทุกคนจะเข้าใจฉัน และวันนั้นฉันจะนำสิ่งมีค่าที่สุดกลับมามอบให้แก่ทุกคน"
          นายฉันนะไม่อยากเชื่อเลยว่า สิ่งที่เขาได้ยินนั้นเป็นความจริงเขายืนแน่นิ่งแล้วน้ำตาก็เริ่มไหลออกมา บ่าวผู้ซื่อสัตย์รู้ดีว่าไม่มีทางใดที่จะเปลี่ยนใจนายผู้นี้ได้ ฝ่ายม้ากัณฐกะก็รู้เช่นเดียวกับนายฉันนะน้ำตาของม้าแสนรู้ไหลออกมาเหมือนน้ำตาคน นายฉันนะจำใจรับสายบังเหียนม้าจากเจ้าชาย แล้วนำม้ากลับคืนสู่วัง โดยไม่มีเจ้าชายกลับมาด้วยเหมือนทุกคราว
          ฝ่ายพระราชาเมื่อรู้ข่าวร้ายจากนายฉันนะ ก็ร้องด้วยความเจ็บช้ำว่า "โอ้ เราถูกลวงเสียแล้ว พ่อลูกเอกของพ่อ อยู่ดีๆ เจ้าก็หนีไปทั้งที่มีชายาและหมู่หญิงสาวห้อมล้อมอยู่ เจ้าทิ้งสมบัติลูกเมีย ไม่มีเยื่อใยสักนิด เหมือนบ้วนก้อนเสลดที่ติดอยู่ในลำคอ โอ เจ้าช่างทำได้" เมื่อรำพันดังนี้แล้ว พระราชาก็เป็นลมฟุบอยู่กับที่ด้วยความสุดเสียใจ
          ข่าวการหนีของเจ้าชายสิทธัตถะแพร่สะพัดไปทั้งวัง เวียงวังที่เคยมีแต่เสียงสังข์เสียงแตรครื้นเครง ก็ระงมไปด้วยเสียงร่ำไห้รำพันผู้ที่เสียใจไม่น้อยไปกว่าพระราชาคือ พระนางปชาบดี นางร้องไห้เป็นลมสลบไปหลายครั้งหลายครา รำพันอยู่แต่ว่า "โธ่เอ๋ย พระลูกเจ้าผู้กำพร้าแม่ เสียแรงที่หม่อมฉันรักพระองค์ยิ่งกว่าลูกในไส้ของตัวเองควรหรือมาด่วนทิ้งหม่อมฉันให้เศร้าโศกเสียใจถึงเพียงนี้" พระนาง
          ปชาบดีขนเอาเครื่องประดับที่นายฉันนะนำกลับมา ไปถ่วงทิ้งลงในสระน้ำเสีย โดยคิดว่า "ตราบใดที่เราเห็นเครื่องประดับเหล่านี้ ตราบนั้นความโศกจะมีขึ้นในใจของเรา อย่ากระนั้นเลย เราจะถ่วงของเหล่านี้ลงในน้ำ ให้จมไปพร้อมกับความคิดถึงของเราจะดีกว่า"
          แต่ผู้ที่เศร้าเสียใจมากกว่าใครที่สุดคือ เจ้าหญิงพิมพา พอรู้ข่าวการจากไปของพระสวามี พระนางก็เงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ซบหน้าลงกับหมอน สะอื้นไห้เงียบๆ ด้วยความโศกอย่างลึกซึ้ง รำพันว่า โธ่เอ๋ย พระองค์สู้อุตส่าห์ชิงหม่อมฉันมาเพื่อทอดทิ้งหม่อมฉันเหมือนสลัดฝุ่นอันไร้ค่าที่ติดอยู่ใต้พระบาทเช่นนี้เองหรือ พระองค์ทำถูกแล้วหรือที่ทำให้ลูกน้อยเกิดขึ้นในหม่อมฉันแล้วหนีไป โอ ชีวิตของหม่อมฉันไม่มีพระผู้นำเสียแล้ว สิ่งเป็นที่รักทั้งปวงอยู่ไม่นานเลยต้องมาพลัดพรากจากกัน พระองค์ไปไหนเสียเล่า มาละทิ้งหม่อมฉันไว้บนที่นอนคนเดียว"
          เจ้าหญิงพิมพาพร่ำเพ้ออยู่เช่นนี้ตลอด ๗ วัน ๗ คืน เมื่อความทุกข์โศกค่อยๆ คลายลงแล้ว พระนางได้ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "ต่อแต่นี้ไป หม่อมฉันจะไม่เพลิดเพลิน ไม่ดื่มน้ำหวาน จะกินก้อนข้าวเพียงมื้อเดียว จะนอนบนแผ่นดิน จะปล่อยผมรุงรังเป็นกระเซิง เลิกอาบน้ำ จะทรมานตนเอง ตราบเท่าที่หม่อมฉันยังไม่เห็นหน้าพระองค์ผู้เป็นที่รัก"
          เจ้าชายสิทธัตถะหนีออกจากเวียงวังอันแสนสุข ทั้งที่วัยยังหนุ่มแน่น มีผมอันดำขลับ มีกำลังสามารถหาความสุขสำราญตามประสาคนหนุ่มได้อีกนาน เธอหนีไปท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของผู้เป็นที่รักซึ่งระงมอยู่เบื้องหลัง เธอยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างถึงเพียงนี้ เพื่อแลกกับสิ่งใดหรือ