พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๑๖.นักพเนจรหนุ่ม

          
          เจ้าชายสิทธัตถะรู้สึกตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ เหมือนนกในกรงทองที่ถูกปล่อยออกสู่ฟ้ากว้าง เจ้าชายไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่รอเธออยู่ข้างหน้านั้นจะร้ายหรือดี เจ้าชายรู้สึกแต่ว่า เธอชอบชีวิตแบบนี้ การเดินทางอันแท้จริงของเจ้าชายได้เริ่มต้นแล้ว เจ้าชายบอกกับตัวเองว่า "นับตั้งแต่วันนี้ ฉันไม่ใช่เจ้าชายแห่งศากยตระกูลอีกต่อไปแล้วนะ" ว่าแล้วเจ้าชายก็ใช้มีดตัดมวยผมอันยาวงามออกอย่างไม่เสียดาย มวยผมนี้เคยเป็นเครื่องหมายของชนชั้นสูง
          บังเอิญในวันนั้นเจ้าชายพบกับพรานป่ายากจนคนหนึ่ง นุ่งผ้าป่านเก่าๆ สกปรก เจ้าชายจึงพูดขึ้นว่า "นี่แน่ะ พี่ชาย ฉันขอแลกเสื้อผ้าชุดนี้ของฉันกับชุดที่ท่านใส่จะได้ไหม ผ้าของฉันทำด้วยไหมเนื้อดีจากประเทศกาสี หวังว่าท่านคงไม่รังเกียจดอกนะ" ฝ่ายพรานป่ารู้สึกแปลกใจและดีใจในโชคของตน รีบตกลงตามข้อเสนอของเจ้าชายทันที
          บัดนี้ เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ในชุดของคนจนอย่างเต็มภาคภูมิ เธอไม่ใช่เจ้าชายสิทธัตถะอีกต่อไปแล้ว เธอคือคนขอทานหนุ่มผู้แสวงหาความจริง
          นักพเนจรหนุ่มหรือนักบวชหนุ่ม ได้ละจากฝั่งแม่น้ำอโนมามุ่งหน้าสู่ทิศใต้ ตรงไปยังประเทศมคธ ณ ที่นี้เองเธอได้ถือชามกะลาตระเวนขอข้าวน้ำชาวบ้านเพื่อเลี้ยงชีวิตเป็นครั้งแรก เธอรู้สึกกระดากอายอยู่มากเหมือนกัน ที่ต้องมาเที่ยวขอทานเขากินแบบนี้ เมื่อกะว่าได้ข้าวพอกินแล้ว ขอทานหนุ่มหน้าใหม่ก็หลีกเร้นไปสู่เชิงเขาแห่งหนึ่งห่างไกลจากผู้คน เธอนั่งลงเพื่อเตรียมตัวกินอาหาร แต่พอก้มลงมองดูในชามกะลา เธอก็เริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนคลื่นไส้ เพราะอาหารที่ได้มามีแต่ของเหลือเดนและของที่บูดเน่าแล้ว ระคนกันเหมือนกับข้าวหมูขอทานหนุ่มถอนใจใหญ่รำพึงว่า "โอ้หนอ ฉันเคยเป็นถึงลูกพระราชาเคยเสวยแต่ของอร่อยเลิศรสที่คนจัดมาถวายอย่างดี บางทีก็มีสาวงามคอยป้อนให้ มีดนตรีบรรเลงขับกล่อมช่วยให้เจริญอาหาร แต่เช้าวันนี้ฉันต้องเที่ยวขอเขากินด้วยความลำบากกาย ลำบากใจ ซ้ำยังได้แต่ของเลว กินไม่ลง ช่างน่าสงสารตัวเองแท้ๆ" สมณะหนุ่มนั่งปรับทุกข์กับตัวเองเช่นนี้ จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถบังคับตัวเองให้กินอาหารได้ นึกอยากจะขว้างของเหลือเดนนั้นทิ้งไปเสีย
          แต่แล้วในที่สุด เธอกลับได้สำนึก ถึงกับหัวเราะให้กับตัวเองว่า "แน่ะสิทธัตถะ เจ้าตัดสินใจหนีจากวังมาเพื่ออะไรกันเล่า แต่เมื่อตะกี้นี้เจ้าคิดจะขว้างทิ้งข้าวน้ำที่คนเขาให้ด้วยความเต็มใจ เจ้ากำลังหลงผิดไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ" เมื่อเตือนตัวเองดังนี้แล้ว ความกระด้างถือตัวของขอทานหนุ่มก็คลายลง เธอกลับยินดีอาหารที่วางอยู่ต่อหน้า แล้วเริ่มกินอาหารนั้นโดยไม่มีความกระสับกระส่ายแต่อย่างใด และตั้งแต่นั้นมา เธอก็ไม่มีความลำบากใจอีกเลย ที่ต้องกินอาหารเช่นนั้นในคราวต่อๆ ไป
          ชีวิตใหม่ของนักพเนจรหนุ่ม ไม่ได้โรยด้วยดอกไม้ เธอต้องต่อสู้กับความยากลำบากมากมาย ไม่ใช่ของง่ายๆ เคยสำหรับผู้ที่เคยนั่งนอนอยู่บนฟูกอันนุ่มนิ่ม แล้วต้องมานอนบนพื้นดิน ตากน้ำค้างอยู่ในป่าเปลี่ยว มีขอนไม้และโคนไม้หนุนต่างหมอน บางครั้งเท้าเหยียบย่ำลงในดงหนาม ผิวหนังถูกใบไม้คันหรือมดแมลงมีพิษกัดเอาได้รับความเจ็บแสบรำคาญอย่างสาหัส ตลอดฤดูฝนเนื้อตัวก็เปียกปอนหนาวสั่นดังลูกนก ตลอดฤดูหนาวอากาศก็เย็นเข้ากระดูก ต้องซุกตัวนอนตามลอมฟาง ทำให้ เธออดคิดถึงความอบอุ่นสบายในวัง ๓ ฤดูไม่ได้ เมื่อครั้งอยู่วังเธอไม่รู้จักความร้อนหนาว ไม่เคยต้องแม้แต่ละอองฝน บางครั้งเสียงนกป่าและเสียงกรีดปีกโหยหวนของแมลงกลางคืน ทำให้เธอคิดถึงเสียงสังข์เสียงแตร เมื่อได้ยินเสียงเสือเสียงช้างร้องอยู่ใกล้ๆ เธอก็กลัวจนใจสั่นก้าวขาไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเดือนดับ เมื่อเธอต้องเดินผ่านป่าช้าที่เขาเอาศพคนมาทิ้ง เธอก็มีอันขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
          แต่อย่างไรก็ตาม นักพเนจรหน้าใหม่ก็ชอบชีวิตในป่า เพราะป่าเปิดเผยให้เธอเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ทำให้เธอรู้จักความร้อนหนาวและความทุกข์ทำให้เธอเห็นความกลัว เห็นสิ่งดีชั่วที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจของเธออย่างหมดเปลือก ขอทานหนุ่มรู้ดีว่า การที่จะเอาชนะความจริงอันน่ากลัวเหล่านี้ได้ ไม่ใช่การหนีหรือหันกลับไปใช้ชีวิตที่สะดวกสบายตามเดิม แต่จะต้องหันหน้าสู้ความจริง
          ครั้งหนึ่งในเวลาใกล้รุ่ง นักบวชหนุ่มกำลังออกจากป่า เพื่อเข้าไปแสวงหาในหมู่บ้านเช่นเคย ขณะที่เดินผ่านต้นไม้ต้นหนึ่ง ได้ยินเสียงกรอบแกรบอยู่บนคบไม้ก็เกิดสะดุ้ง คิดจะเดินหนีจากไม้ต้นนั้นไปเร็วๆ เพื่อให้หายกลัว แต่แล้วเธอก็ชะงักเท้าอยู่กับที่ คิดในใจว่า "เราอยู่ในป่ามาหลายวันหลายคืนแล้ว แต่ก็ยังสะดุ้งกับเสียงต่างๆ อยู่อีก อย่ากระนั้นเลย คราวนี้เราไม่หนีอีกแล้ว จะหยุดดูให้รู้แน่ว่าบนคบไม้นั้นมีอะไร แม้จะเป็นผีสางนางไม้ตนใด เราก็ไม่กลัว" พอเธอแหงนหน้าดูบนยอดไม้ เธอก็ยิ้มออกมาได้ เพราะสิ่งที่ทำเสียงกรอบแกรบจนเธอหวาดสะดุ้งนั้น ที่แท้เป็นนกยูงงามตัวหนึ่ง จับคอนอยู่บนคบไม้นกยูงตัวนั้นมีท่าทางตื่นตกใจเธอด้วยเช่นกัน ตั้งแต่นั้นมา เมื่อเธอได้ยินเสียงใดที่ทำให้เธอกลัว หรือเกิดความรู้สึกต่างๆ เธอก็จะหยุดดูที่ต้นเสียงนั้น หรือค้นดูต้นความรู้สึกนั้น จนในที่สุดป่าอันน่ากลัวก็กลายเป็นบ้านอันน่าอยู่สำหรับเธอ ความเงียบเหงาว้าเหว่ก็กลายมาเป็นเพื่อนที่คุ้นเคย เธอพอใจกับการนอนตามพื้นดิน หนุนหัวตามขอนไม้ ยินดีรับความร้อน หนาว เปียกชื้นตามฤดูของดินฟ้าอากาศ เธอแผ่ความรักให้แก่เพื่อนสัตว์ทุกชนิดในป่า แม้แต่เสือ ช้าง และงูพิษก็ไม่ทำร้ายเธอ