พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๑๗.การลองผิดลองถูก

          
          นักบวชหนุ่มสิทธัตถะท่องเที่ยวไปศึกษาตามสำนักอาจารย์ต่างๆ หลายแห่ง แต่ก็ไม่เป็นที่พอใจ จนกระทั่งได้มาศึกษากับอาจารย์ ๒ ท่านซึ่งถือกันว่าเยี่ยมยอดที่สุดในสมัยนั้น คืออาฬาระและอุททกะ
          ขอทานหนุ่มได้ศึกษากับอาจารย์ทั้ง ๒ ท่านจนจบ แต่เธอก็ไม่พอใจอีกเช่นเคย เพราะอาจารย์สอนเพียงแค่ทำใจให้สงบนิ่ง ต้องตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่รู้ทุกข์ สุข ไม่รู้ร้อน หนาว มีแต่ความสงบนิ่งอย่างเดียว ไม่ต่างจากก้อนหินก้อนหนึ่ง และสภาพเช่นนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น พอหมดสภาพนี้แล้วก็กลับมาเป็นทุกข์ เวียนว่ายตายเกิดอยู่เหมือนเดิม เมื่อนักบวชหนุ่มสิทธัตถะเห็นว่าอาจารย์ไม่สามารถสอนสิ่งที่เธอต้องการได้แล้ว ก็ลาอาจารย์ออกแสวงหาทางด้วยตนเองอย่างไม่ท้อถอย
          ในสมัยนั้นนักบวชทั่วไปเชื่อกันว่า ทางเดียวที่จะพ้นทุกข์ได้คือการทรมานกายด้วยวิธีต่างๆ โดยมีความเห็นว่า "คนส่วนมากในโลกชอบบำรุงบำเรอตัวเองด้วยการกิน การดื่มและความสะดวกสบายมากมาย แต่แล้วคนเหล่านั้นก็หนีความทุกข์ไปไม่พ้น ถ้าหากใครสามารถรู้วิธีควบคุมความเจ็บปวดได้ในขณะทรมานกาย เขาผู้นั้นก็จะพบวิธีเอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้ด้วย"
          นักบวชหนุ่มจึงคิดว่า "จริงซินะ ฉันอยู่ในวังมาถึง ๒๙ ปี ได้รับการบำรุงบำเรออย่างดีที่สุด แต่ฉันก็ยังหนีความทุกข์ไม่พ้น บางทีความคิดนี้อาจถูกต้องก็ได้ ฉันจะลองทำตามดูจนถึงที่สุด"
          และแล้วนักบวชหนุ่มก็ทำการทรมานตัวเอง ตามแบบที่ทำอยู่ในสมัยนั้นอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น นั่ง นอน บนหนามแหลมคม นั่งขัดขานิ่งไม่ขยับเขยื้อนตัว ตากแดด กรำฝนเป็นวันเป็นเดือน ไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ปล่อยให้ยุง เหลือบ ลิ้น ไร ไต่ตอม ไม่อาบน้ำ ปล่อยให้เนื้อตัวสกปรกมอมแมม บางทีก็เอาฝุ่น โคลน มาทาตามตัวและศีรษะจนเกระอกรัง ลองกินแกลบ กินเปลือกไม้ จนถึงกับลองกินขี้ลูกวัว และกินอุจจาระปัสสาวะของตนเอง บางครั้งนักบวชหนุ่มก็อาศัยตามป่าช้า หลับนอนบนกองกระดูกกองซากศพ พวกฝูงเด็กเลี้ยงวัวเกเรมาเห็นเข้าก็นึกว่าเธอเป็นคนบ้า เข้ามาแกล้งร้องตะโกนใส่หูเธอบ้าง เหยี่ยวรดเธอบ้าง ซัดฝุ่นใส่เธอบ้าง บางทีถึงกับเอาไม้แหลมแยงหูของเธอจนเลือดออก แต่เธอกับยิ้มให้เด็กเหล่านั้น ไม่ถือโกรธเลย
          นักบวชหนุ่มเห็นว่า การทรมานกายที่แล้วมายังน้อยไป เธอต้องการทำให้หนักกว่านั้นอีก ดังนั้นเธอจึงทำการทรมานร่างกายชนิดที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน โดยเริ่มต้นด้วยการกลั้นลมหายใจเข้าออกเธอนั่งขัดขานิ่งทำจิตใจสงบมั่นคง ค่อยๆผ่อนลมหายใจเข้า-ออกให้น้อยลงๆ จนไม่หายใจเลย การทำเช่นนั้นทำให้ลมออกทางหูทั้งสองข้างจนปวดหูอื้อไปหมด เมื่อเธอปิดลมไม่ให้เข้าออกทางหู ก็เกิดลมภายในแทงเซาะขึ้นสู่กะโหลกจนปวดหัวแทบจะระเบิด เมื่อเธอกลั้นลมนานยิ่งขึ้นก็เกิดลมหวนกลับแทงลงช่องท้อง ทำให้เสียดท้องอย่างรุนแรง แต่เธอก็ยังควบคุมจิตใจได้อย่างมั่นคง ขืนกลั้นลมต่อไป จนในที่สุดก็เกิดความร้อนแผดซ่านไปทั่วร่างกาย เหมือนถูกย่างบนไฟอันร้อนระอุ ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะแยกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่เธอก็สามารถควบคุมจิตใจไว้ได้อย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว ถ้าหากเป็นคนอื่นจะต้องเป็นลมล้มลง หรือไม่ก็ต้องตายไปแล้ว
          นักบวชหนุ่มผู้มุ่งมั่นแสวงหาความจริง ไม่ยอมหยุดอยู่เพียงเท่านั้น เธอเริ่มอดอาหารด้วย โดยผ่อนกินอาหารน้อยลงเรื่อยๆ จนเหลือคำข้าวเพียงคำเดียว ต่อมาก็เหลือข้าวเพียงเม็ดเดียว และในที่สุดก็ไม่กินอะไรเลย ร่างกายของเธอซูบผอมลงๆ จนเหลือแต่หนังเหี่ยวดำหุ้มกระดูก ซี่โครงบาน แลเห็นเส้นเลือดเส้นเอ็นปูดโปนสะพรั่ง ลูกตาโบ๋ลึกลงในเบ้า หนังหน้าท้องแบนติดกับกระดูกสันหลัง เมื่อเอามือลูบเนื้อตัวเพื่อให้ได้รับความสบายบ้าง ขนเน่าๆ ก็หลุดร่วงติดกับฝ่ามือ เนื้อตัวมีกลิ่นเน่าเหม็นเหมือนซากศพ
          วันหนึ่งเธอคิดจะนั่งลงปัสสาวะ แต่กลับเซถลาฟาดคะมำลงกับพื้นดิน เพราะอ่อนแรงเต็มที ในขณะที่กำลังยันกายลุกขึ้นนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียพิณแว่วมาจากกองเกวียนของนักดนตรีเร่ร่อน ที่นำขบวนผ่านมาทางนั้นพอดี เนื้อเพลงแว่วมาว่า
      "เมื่อสายพิณหย่อนเกินไป ย่อมส่งเสียงพร่าไม่น่าฟัง
      แต่เมื่อสายตึงเกินไปก็จะขาด และไม่อาจดังได้อีกเลย
      นักดีดพิณที่ดี ย่อมไม่ขึงสายพิณให้หย่อนหรือตึงจนเกินไป
      เธอควรขึงสายให้พอเหมาะ จะได้เพลงพิณไพเราะเสนาะใจ"

          เพลงพิณนี้ทำให้เธอได้คิดขึ้นมาว่า "ฉันได้ทำความเพียรมานานถึง ๖ ปีเต็มฉันได้เข้าถึงสิ่งที่ฉันต้องการมากกว่าแต่ก่อนสักแค่ไหนหรือว่าฉันยังคงมืดบอดอยู่เหมือนเดิม ฉันเคยเสียเวลาเป็นอันมากเกลือกกลั้วอยู่กับความสนุกสนานเพลิดเพลินในวัง ฉันจึงหนีมาเพื่อค้นหาความจริง ฉันสู้อุตส่าห์ระหกระเหินอยู่ตามป่าเขาและท้องถ้ำ แต่แล้วฉันกลับไม่ได้รับอะไรเลย นอกจากอาหารเลวๆ กันตายเพียงมื้อหนึ่งๆ กับความทุกข์ลำบากอย่างแสนสาหัสตลอด ๖ ปี จนป่านนี้ฉันยังไม่สามารถค้นพบสิ่งที่ฉันต้องการเลย" นักบวชหนุ่มคิดต่อไปว่า "โธ่เอ๋ย ฉันจะค้นพบทางพ้นทุกข์ได้อย่างไรกัน ในเมื่อฉันอดอาหารจนผ่ายผอม ทำให้จิตใจอ่อนเปลี้ยอับทึบ จนมองไม่เห็นอะไรเลย อา..! ฉันเริ่มรู้แล้วว่า การทรมานร่างกายจนเกินไปเป็นสิ่งผิด เหมือนกับการมัวเมาอยู่แต่ในความเพลิดเพลินสนุกสนาน การที่จะพบความจริงได้ ฉันจะต้องเดินตามทางสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อนจนเกินไป เหมือนกับการขึงสายพิณ"