พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๑๘.ทางสายกลาง

           นักบวชหนุ่มเดินเลียบขึ้นไปตามลำแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อหามุมสงบริมฝั่งน้ำสำหรับนั่งทำความเพียรครั้งสุดท้าย ระหว่างทาง เธอได้พบกับชายคนหนึ่งชื่อ โสตถิยะ กำลังเกี่ยวหญ้าอยู่ริมทาง เธอก็เอ่ยปากขอหญ้าจากชายคนนั้น เขาใจดีแบ่งหญ้าให้เธอ ๘ กำ ต่อจากนั้นนักบวชหนุ่มก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือน้ำเรื่อยๆ และแล้วในที่สุด เธอก็มาถึงจุดสุดท้ายของการเดินทางอันยาวนาน ณ เบื้องหน้าของเธอเป็นต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาอันหนาครึ้มออกสู่คุ้งน้ำทางทิศตะวันออก ไม้ต้นนี้เองภายหลังเราเรียกกันว่า ต้นโพธิ์ แปลว่าต้นไม้แห่งความตื่นเบิกบานเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของนักบวชหนุ่มในคืนวันนั้น นักบวชหนุ่มค่อยๆ ปูลาดหญ้าอันเขียวสดอ่อนนุ่มลงบนโคนไม้หญ้าเพิ่งตัดมาใหม่ๆ ส่งกลิ่นดินจางๆ ไปทั่วบริเวณ ใครเลยจะคิดว่าโคนไม้กลางดินปูด้วยหญ้าไร้ค่านี้ จะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าบัลลังก์ทองของพระเจ้าจักรพรรดิ เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอก็นั่งลงในท่าดอกบัว คือวางขาขวาทับขาซ้าย มือทั้ง ๒ วางซ้อนกันบนตักตั้งกายตรงแน่ว ผินหน้าไปทางดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วประกาศคำสาบานของลูกผู้ชายว่า "แม้ว่าเลือดเนื้อในร่างกายของฉันจะเหือดแห้งไปจนติดเส้นหญ้านี้เหลือแต่หนัง กระดูก เอ็นก็ตามที ตราบใดที่ฉันยังไม่สามารถเอาชนะความทุกข์แก่ เจ็บ ตายในโลกแล้ว ตราบนั้นฉันจะไม่ยอมลุกขึ้นจากที่นี้โดยเด็ดขาด" ในเวาลานั้น ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยลับราวป่าแล้ว รอเวลาที่ดวงจันทร์เพ็ญลอยเด่นปลอดโปร่งเบาสบาย เธอประคองจิตเดินตามลมหายใจเข้าออกช้าๆ ลมหายใจของเธอยาวและละเอียดยิ่งขึ้นเรื่อยๆ กระแสลมละเอียดลึกแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเธอ ใจของเธอค่อยๆ ดิ่งลงสู่ความสงบ ในความสงบอันล้ำลึกนี้เอง เธอได้ท่องเที่ยวสำรวจดูจิตใจอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตของเธอว่ายังมีความมืดและความชั่วร้ายใดแอบซ่อนอยู่บ้าง ในขณะที่เธอกำลังค้นคว้าลงในจิตใจของเธออยู่นั้นพญามารกำลังซุ่มซ่อนตัวของมันอย่างเงียบๆ พญามารนี้คือำนาจฝ่ายต่ำที่มีอยู่ในตัวคนทุกคน พญามารมีอำนาจมากและเฉลียวฉลาดมากด้วย มันเล่นซ่อนหาเก่งจนเราจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน พญามารมีหน้าตามากมายหลายพันหน้า มีทั้งหน้าที่สวยงามน่ารักและน่าเกลียดน่ากลัว พญามารชอบล่อหลอกให้คนเห็นแก่ตัว หลอกให้คนทะเลาะฆ่าฟันกันเอง ยิ่งคนหิวกระหายทะเลาะฆ่าฟันกันเท่าไร พญามารยิ่งหัวเราะชอบใจเท่านั้น เมื่อพญามารเห็นนักบวชหนุ่มเอาจริงเอาจังที่จะต่อสู้กับมันเช่นนั้น ก็ร้อนใจว่า "ถ้าหากเจ้าหนุ่มคนนี้สามารถค้นพบทางพ้นทุกข์ได้อะไรจะเกิดขึ้นกับข้า ข้าก็จะหมดอำนาจในตัวมันน่ะซิ และถ้าหากมันเอาความจริงไปบอกกับคนอื่นด้วยละ ข้าก็จะไม่สามารถหลอกลวงผู้คนได้อีกต่อไป อย่ากระนั้นเลย ข้าจะต้องตัดไฟแต่ต้นลม หาอุบายขัดขวางมันให้จงได้ ไม่อย่างนั้นแล้วข้าเองนั่นแหละจะต้องย่อยยับ" พญามารตบมือฉาดฉานเสียดังสนั่น ระดมลูกน้องอันชั่วร้ายของมันออกมานับหมื่นนับแสน มันหวังจะเอาชนะนักบวชหนุ่มด้วยอำนาจชั่วร้ายทั้งหมดที่มีอยู่ การจู่โจมขั้นแรกของพญามารคือ สั่งให้ลูกน้องของมันระดมยิงลูกธนู ซัดหอก ซัดอาวุธนานาชนิดเข้าใส่นักบวชหนุ่มราวกับห่าฝน มันหวังจะให้นักบวชหนุ่มตายด้วยความโกรธของมัน แต่แล้ว ด้วยอำนาจความรักของนักบวชหนุ่ม ทำให้อาวุธเหล่านั้นกลับกลายเป็นดอกบัวตกอยู่แทบเท้าของเธอ เมื่อพญามารไม่สามารถเอาชนะนักบวชหนุ่มด้วยความโกรธได้มันก็โกรธจัดจนหน้าแดงเป็นไฟ มันสั่งให้ลูกน้องแสดงรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ส่งเสียงร้องสยดสยอง หลอกหลอนเจ้าชายให้สะดุ้งตกใจกลัว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้เงาไม้ยังคงสงบนิ่ง ความสยดสยองน่ากลัวไม่สามารรบกวนอำนาจความสงบอันมั่นคงของเธอได้ ฝ่ายพญามาร ครั้นเห็นความโกรธและความกลัวไม่สามารถทำอะไรเจ้าสมณะหนุ่มได้ก็คิดว่า บางทีภาพความหลังในวังอาจจะสั่นคลอนเจ้าขอทานหนุ่มอวดดีคนนี้ได้บ้าง พญามารจึงดีดนิ้วบันดาลให้เกิดภาพต่างๆ ผุดขึ้นในห้วงสำนึกของนักบวชหนุ่มทีละภาพ ในภาพเธอเห็นพระบิดาของเธอมีผมหงอกขาว ร่วงโรยเพราะความแก่ สีหน้าของท่านอมทุกข์โศกอยู่ตลอดเวลา ยิ่งท่านแก่ตัวลงท่านก็ยิ่งทุกข์มากเพราะลูกชายที่ท่านหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้เป็นจอมจักรพรรดินั้น ไม่มีวี่แววว่าจะกลับมารับเป็นพระราชาสืบต่อจากท่านเสียที นักบวชหนุ่มสงสารพระบิดาอย่างจับใจ พญามารได้โอกาสจึงปลอบประโลมเธอว่า "เจ้าอย่าเสียใจไปเลย ถ้าเจ้าไม่พบทางพ้นทุกข์เจ้าควรจะกลับไปเป็นพระราชาแทนพระบิดาของเจ้าเสียเถอะ เพราะเจ้าทำให้ท่านเป็นทุกข์มากพอแล้ว เห็นไหมเจ้าทรมานร่างกายเกือบตายมาตั้ง ๖ ปี แต่ไม่พบอะไรเลย และเจ้าจะต้องค้นหาต่อไปอีกนานเท่าไรก็ไม่รู้ เชื่อเราเถอะ ทางพ้นทุกข์ที่เจ้าหานั้นไม่มีอยู่ในโลกนี้หรอก เจ้าจะมาเสียเวลาทั้งชีวิตกับเรื่องเหลวไหลได้อย่างไร แต่ถ้าหากเจ้ากลับไปเป็นพระราชา เจ้าจะต้องได้เป็นจอมจักรพรรดิอย่างแน่นอน และนั่นคือสิ่งดีที่สุดในโลก นักบวชหนุ่มตอบพญามารว่า "นี่แน่ะพญามาร อย่าว่าแต่จะให้ฉันกลับไปหาพ่อของฉันเลย แม้จะให้ฉันขยับลุกขึ้นจากโคนไม้นี้ฉันก็ไม่ยอม ต่อให้ฉันต้องตายไปโดยไม่พบอะไรเลยก็ตาม ฉันไม่ต้องการเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฉันไม่ต้องการให้รถของฉันหมุนไปด้วยล้อที่เปื้อนเลือด และทำให้หย่อมหญ้าลุกเป็นไฟทุกหนทุกแห่งที่ล้อศึกหมุนไป เหมือนดังที่พวกจักรพรรดิชอบทำกัน แต่ฉันต้องการให้รถของฉันหมุนไปด้วยกลล้อแห่งธรรม ที่นำความรักและสันติสุขไปให้แก่ชาวโลก" และแล้ว ภาพของพระบิดาก็เลือนหายไปมีภาพใหม่ผุดขึ้นมาอีก นักบวชหนุ่มจำได้ดีว่าเป็นภาพตัวเธอเองเมื่อครั้งเป็นเจ้าชาย กำลังมอบแหวนให้กับสาวงามคนหนึ่ง ซึ่งเธอจำได้ดีอีกเช่นกันว่าคือเจ้าหญิงพิมพานั่นเอง ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอพบกับเจ้าหญิงพิมพา เธอยังจำความรู้สึกในวันนั้นได้ดี เหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ทันใดนั้นก็มีภาพใหม่ซ้อนขึ้นมาอีก เป็นภาพของเจ้าหญิงพิมพาจูงลูกน้อยกำลังน่ารักเข้ามาหาเธอ ด้วยสายตาละห้อยไห้ นักบวชหนุ่มนึกไม่ถึงเลยว่า ภาพเหล่านี้จะกลับมาหลอกหลอนเธออีก เธอเพ่งดูภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน แล้วยิ้มให้อย่างรู้เท่าทัน ภาพเหล่านั้นก็หายไปในพริบตา เมื่อพญามารเห็นว่า อำนาจความชั่วร้ายของมันหมดพิษสงเช่นนั้นก็โกรธจัด ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็กระทืบเท้าตึงตัง ชี้หน้าตวาดนักบวชหนุ่มว่า "เหม่ เหม่ เจ้าคนขี้โกง บังอาจมานั่งบนบัลลังก์ของข้า จงลุกขึ้นเดี๋ยวนี้" นักบวชหนุ่มยิ้มให้กับพญามาร พลางเลื่อนมือขวาจากตักมาวางที่หัวแล้วชี้นิ้วลงไปยังแผ่นดินตอบว่า "แม่พระธรณีจงเป็นพยานว่า ฉันเป็นเจ้าของบัลลังก์นี้ ฉันเคยเวียนว่ายตายเกิดอยู่บนผืนแผ่นดินนี้มาหลายร้อยหลายพันชาติจนนับครั้งไม่ถ้วน และทุกๆ ชาติฉันทำแต่ความดี แผ่ความรักให้แก่คนและสัตว์ไม่เลือกหน้า ไม่เฉพาะแต่ชาตินี้เท่านั้นที่ฉันมานั่งอยู่ที่นี่ แม้ในชาติก่อนๆ ฉันก็เคยมานั่งอยู่บนผืนแผ่นดินตรงนี้ เพื่อค้นหาทางพ้นทุกข์เช่นกัน ผู้ชนะทุกข์เท่านั้นคือผู้เป็นนายเหนือโลกอย่างแท้จริง ตัวท่านยังเป็นทาสความโลภ โกรธ หลงในโลก แล้วท่านจะเป็นเจ้าของแผ่นดินโลกได้อย่างไรกัน ขอพระแม่ธรณีจงเป็นพยาน" บัดนั้นพญามารรู้ตัวแล้วว่ามันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ มันจากไปเหมือนฝันร้ายที่หายไปเมื่อคนตื่นขึ้น