พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๒๐.ดอกบัวบาน

           ดวงใจของนักบวชหนุ่มสว่างไสวเหมือนดวงจันทร์ทรงกลดเหนือแม่น้ำเนรัญชรา เธอมองเห็นความจริงในชีวิตของเธอเองและของผู้อื่นอย่างแจ่มแจ้ง ความจริงนี้สำคัญยิ่งกว่าความจริงอื่นใดทั้งหมดในโลก
          ความจริงข้อแรกที่นักบวชหนุ่มค้นพบคือ ชีวิตในโลกมีแต่ความทุกข์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดนับตั้งแต่หนอนตัวเล็กๆ ไปจนถึงพระราชา ต่างวิ่งไล่หาความสุขด้วยกันทั้งนั้น แต่แล้วในที่สุด ทุกชีวิตก็ต้องพบกับความทุกข์เข้าจนได้ ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่เราต้องการเลย เราต้องการเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป แต่แล้วไปไม่ถึงร้อยปีก็ต้องพบกับความแก่เจ็บตาย เราเป็นสุขกับของรักของชอบใจไม่นานเลย ก็ต้องพลัดพรากจากของที่รัก วันนี้สมหวัง พรุ่งนี้กลับผิดหวัง วันนี้ยังหัวเราะอยู่ดีๆ พรุ่งนี้กลับร้องไห้ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเอาแน่อะไรไม่ได้ บางทีถึงแม้เราจะได้สิ่งที่ถูกอกถูกใจแล้วก็ตาม แต่พอนานๆ ไปก็ชักเบื่อหน่ายจืดจาง เร่าร้อนไปหาของใหม่อีกเรื่อยๆ ไม่รู้อิ่มรู้พอเสียที
          การที่ชีวิตหมุนวนแปรเปลี่ยนไป ไม่อยู่ในความต้องการของเรานี้แหละ เราเรียกว่าทุกข์ และความทุกข์ของชีวิตนี้จะลุกลามแผ่ขยายไปสู่โลกด้วย โลกจึงลุกไปด้วยไฟสงคราม มีการเบียดเบียนข่มเหงกันไม่มีสิ้นสุด
          ไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้น ที่หมุนวนอยู่ในความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้แม้ดอกไม้สีสวยๆ ยังมีวันเหี่ยวเฉา ภูเขาหินยังมีวันพังทลาย ท้องทะเลยังเหือดแห้งได้ แม้โลกของเรา ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ย่อมต้องมีวันแตกดับสลาย เหมือนฟองสบู่ที่เด็กเป่าเล่น
          ต่อมาเธอค้นพบความจริงว่า ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้เองลอยๆ โดยไม่มีต้นตอ เธอจึงถามตัวเองว่า "อะไรหนอเป็นต้นตอให้เกิดทุกข์" และแล้วในความสงบอันล้ำลึก เธอก็ได้รับคำตอบว่า ต้นตอของความทุกข์ทั้งปวงคือ ความเห็นแก่ตัว
          คนเราส่วนมากกลัวความทุกข์ กลัวแก่ กลัวเจ็บ และกลัวตาย เมื่อคนกลัวความจริงเหล่านี้ แทนที่เขาจะหันหน้ามายิ้มรับมันตรงๆ แต่กลับวิ่งหนี หรือเล่นซ่อนหากับมัน โดยการกระเสือกกระสนดิ้นรนหาความสุขเพลิดเพลินอย่างเห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงอกเขาอกเรา เขาคิดว่าถ้าหากเขาร่ำรวยมีกินมีใช้มากเท่าไร เขาก็จะมีความสุขล้นฟ้า เขาคิดว่าความสุขจอมปลอมนี้จะทำให้เขาอยู่เหนือความทุกข์และความตายได้
          เขาไม่สนใจเลยว่าความร่ำรวยและอำนาจของเขา จะทำให้คนเดือดร้อน อย่างไรก็ช่าง เขาสนใจแต่ให้ตัวเขามีความสุขอยู่ค้ำฟ้าได้เท่านั้นเป็นพอ เขาตาบอดมองไม่เห็นว่าชีวิตทุกชีวิตเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันทั้งหมด เขาจะมั่งคั่งใหญ่โตไม่ได้นาน ถ้าคนนับล้านยังหมกไหม้ยากจน เขาจะเป็นคนชั้นสูงได้อย่างไร ถ้าเขายังเหยียดหยามคนในสังคมเดียวกันว่าเป็นขอทานและคนชั้นต่ำ เขาจะอิ่มได้สักกี่มื้อ ถ้าคนรอบข้างเขายังอดอยากหิวโหย เขาจะหัวเราะคับฟ้าได้ไม่นาน ถ้าเขาทำให้คนอื่นร้องไห้ การทำนาบนหลังคนของเขาจะไม่มีทางออกดอกออกผลเป็นความสุขที่แท้จริงเลย สักวันหนึ่งความทุกข์ทนหม่นไหม้ ความจนและน้ำตาที่เขาเคยหว่านไว้ในชีวิตคนอื่น จะต้องสะท้อนกลับมาที่ตัวเขาอย่างแน่นอนตามกฎแห่งกรรม
           เขาไม่มีวันหนีพ้นความทุกข์ไปได้ ตราบใดที่เขายังหาความสุขอย่างเห็นแก่ตัว ตรงกันข้าม ต้นไม้แห่งความเห็นแก่ตัวนี้ จะแผ่กิ่งก้านสาขาของความทุกข์ครอบคลุมชีวิตเขาไว้อย่างหนาแน่น และยังเป็นต้นตอให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนในโลกกว้าง ออกไปอีกอย่างไม่มีสิ้นสุด
          ลำดับต่อมาเธอถามว่า เราจะหลุดจากบ่วงทุกข์ได้ไหมหนอแล้วเธอก็ได้รับคำตอบที่น่ายินดีว่า คนเราสามารถหลุดจากบ่วงทุกข์ได้ ต่อเมื่อถอนรากต้นไม้ความเห็นแก่ตัวออกจนหมดสิ้นแล้ว คนพ้นทุกข์มีความสุขยิ่งกว่าได้เงินทอง ยศ อำนาจ และชื่อเสียง แม้เขาเป็นเพียงคนขอทาน เขาก็มีความสุขล้ำกว่าจอมจักรพรรดิ เหมือนแสงดวงอาทิตย์ที่บดบังแสงหิ่งห้อย คนพ้นทุกข์แล้วไม่มีความเห็นแก่ตัวเหลืออยู่เลย เขามีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น ทุกลมหายใจเข้าออก
          ในที่สุดเธอก็มาถึงความจริงข้อสุดท้าย ที่เธอบากบั่นค้นหามาถึง ๖ ปี นั่นคือหนทางพ้นทุกข์ เธอพบว่าหนทางเดียวที่จะช่วยให้คนและสัตว์ทั้งโลกรอดพ้นจากทุกข์ได้คือ ทางสายกลาง ทางสายกลาง คือทางที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยการแสวงหาความสุขเพลิดเพลิน บนความทุกข์และน้ำตาของผู้อื่น
          ผู้ที่เริ่มต้นเดินทางสายกลาง จะต้องเห็นคนและสัตว์ทั้งหลายเป็นพี่น้องร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน เกิดความรู้สึกรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคนสัตว์ และโลกทั้งหมด จนไม่มีความรู้สึกเห็นแก่ตัวว่า นี่เป็นตัวฉัน นั่นเป็นตัวเธอ และนี่เป็นของฉัน นั่นเป็นของเธอ
          เมื่อเราไม่คิดร้าย ไม่พูดร้าย และไม่ทำร้ายผู้ใดแล้ว ใจของเราก็จะสงบผ่องใส ในที่สงบดีแล้วนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญญาที่คมกริบเหมือนเพชร สามารถตัดรากต้นไม้ความเห็นแก่ตัวจนหมดสิ้น เหลือแต่ความรักบริสุทธิ์ที่แผ่ออกไป โอบอุ้มชีวิตพี่น้องร่วมทุกข์ทั้งปวงได้ทั้งตัวเราและโลกก็จะมีความสุขร่มเย็น
          ทันทีที่นักบวชหนุ่มเห็นความจริงทั้ง ๔ ข้อนี้อย่างแจ่มแจ้ง ดวงใจของเธอก็ตื่น เบิกบานอย่างสงบ เหมือนดอกบัวน้อยริมฝั่งน้ำกำลังคลี่ขยายกลีบบาน ต้อนรับแสงดวงอาทิตย์ของเช้าวันใหม่ การต่อสู้จนแทบเลือดตากระเด็นได้สิ้นสุดลงแล้ว เธอยิ้มน้อยๆ ให้กับชัยชนะของเธอ และถือว่าเป็นชัยชนะของชาวโลกด้วย
          จอมจักรพรรดิผู้ควบม้าศึก ไล่ตะลุยกองทัพศัตรูนับแสนให้แตกพ่ายไป จนจบฝั่งทะเลทั้งสี่ทิศ ก็ยังไม่เก่งกล้าเท่ากับคนธรรมดา หรือแม้แต่เด็กตัวเล็ก คนหนึ่งที่สามารถขับเคี่ยวเอาชนะกองทัพพญามารภายในตัวเอง เหมือนกับที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ทำมาแล้ว ใครก็ตามที่ได้รับชัยชนะเช่นนี้จะได้ชื่อใหม่ว่าพระพุทธเจ้า แปลว่า ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเหมือนดอกบัว