พระพุทธเจ้าของฉัน
สันติสุข โสภณสิริ
บทที่ ๒๑.การหมุนกงล้อแห่งธรรม
บัดนี้ เจ้าชายสิทธัตถะได้เป็นพระพุทธเจ้าสมความตั้งใจแล้ว ดูจากภายนอก พระพุทธเจ้าก็ไม่เห็นแตกต่างจากนักพเนจรหนุ่มคนเดิมเลยท่านยังร่อนเร่ไปเหมือนนกขมิ้นไร้รัง อาศัยนอนตามโคนไม้และเถื่อนถ้ำ แสวงหาข้าวน้ำพอยังชีพไปวันหนึ่งๆ ศีรษะของท่านไม่มีมงกุฎเพชรประดับเหมือนจอมจักรพรรดิ หากมีแต่ศรีษะที่เปล่าโล้น ท่านต้องย่ำไปตามป่าหนาอันรกเรี้ยวด้วยเท้าเปล่า ไม่มีรถม้าอันงามงอนโดยสารไป ไม่มีเสื้อถักทอด้วยไหมเงินไหมทองสวมใส่ประจำตำแหน่งท่านยังเที่ยวเก็บเศษผ้าเก่าๆ ตามกองขยะ หรือเก็บผ้าที่ห่อศพตามป่าช้า เอามาซัก แล้วเย็บปะต่อกันเป็นผืน พอใช้พันกายกันร้อนหนาวเท่านั้น แต่ถึงแม้ท่านจะลำบากยากจนอย่างไร ท่านก็มีรอยยิ้มน้อยๆ อันอ่อนโยนต่อโลกอยู่เสมอ
คนจรหมอนหมิ่นผู้มีรอยิ้มน้อยๆ ผู้นี้ล่ะหรือ คือพระพุทธเจ้าผู้ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่กว่าจอมจักรพรรดิ ที่สามารถสยบแผ่นดินทั้งโลกไว้ใต้คมดาบ
พระพุทธเจ้าดื่มด่ำความสุขสงบ ภายใต้ร่มเงาต้นโพธิ์อยู่ต่อมาอีกหลายวัน ท่านหยุดดิ้นรนแสวงหา ท่านไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่ท่านจะต้องทำอีกต่อไป ขอเพียงมีชีวิตอยู่กับลมหายใจไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น
ฝ่ายพญามารยังไม่สิ้นฤทธิ์ง่ายๆ มันคิดว่า "ถ้าเจ้าหนุ่มคนนี้ค้นพบความจริงได้คนเดียว ก็ช่างหัวมันปะไร ยังมีคนอื่นเหลือเป็นเหยื่อของข้าอีกมากมาย ข้าจะต้องหาอุบายขัดขวางไม่ให้มันเอาความจริงนี้ไปบอกใครเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแล้วอำนาจความชั่วร้ายของข้าจะต้องหมดไปจากโลก"
พญามารจึงมาหมอบกราบพระพุทธเจ้าอย่างนอบน้อมแล้วพูดว่า "ข้าแต่เจ้าชาย บัดนี้ท่านก็เป็นพระพุทธเจ้าผู้มีความสุขที่สุดในโลกแล้ว ท่านยังคิดมีชีวิตอยู่เพื่อต้องการอะไรอีกเล่า ท่านควรละทิ้งโลกอันไม่น่าอยู่นี้ไปได้แล้ว"
พระพุทธเจ้ายิ้มน้อยๆ อย่างรู้ทันแผนชั่วร้ายของพญามาร ท่านจึงพูดขู่ว่า "ช้าก่อนพญามาร ชัยชนะของเราถือว่าเป็นชัยชนะของชาวโลกทุกคนด้วย เราไม่อาจทอดทิ้งเพื่อนทุกข์เหล่านี้ไว้ในเงื้อมมือของท่าน เพื่อเสวยสุขแต่เพียงคนเดียว ถึงแม้ความจริงที่เราค้นพบจะเป็นของยากมาก แต่เราก็เชื่อว่าคนดียังมีอยู่ เราจะสอนความจริงให้คนเหล่านั้น เพื่อเขาจะได้มีชัยชนะเหนือท่าน เหมือนกับที่เคยชนะมาแล้ว"
เมื่อได้ฟังดังนั้น พญามารก็หลบหน้าไปด้วยความโกรธแค้นพญามารรู้ดีว่ามันไม่สามารถหลอกพระพุทธเจ้าได้ ดังนั้นมันจึงคอยจ้องเล่นงานพวกสาวกของพระพุทธเจ้าแทน จนตราบเท่าทุกวันนี้
พระพุทธเจ้าเห็นว่าฤาษี ๕ ตนที่หนีท่านไปนั้น สามารถเข้าใจความจริงได้เหมือนท่าน จึงออกติดตามฤาษีทั้ง ๕ นั้นไปถึงสวนกวางใกล้เมืองพาราณสี ฤาษีทั้ง ๕ เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าเดินมาแต่ไกล จึงซุบซิบกันว่า "ดูโน่นแน่ะ พระสิทธัตถะผู้มักมาก บากหน้ามาพึ่งเราอีกแล้ว ปูเสื่อไว้ผืนหนึ่งก็พอ ถ้าท่านอยากนั่งก็นั่งเอง ไม่ต้องเชื้อเชิญไม่มีใครต้องการต้อนรับคนกลับกลอกเช่นนี้"
แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเข้ามาใกล้ กระแสความรักและความสงบเย็นในตัวท่านได้แผ่ซึมเข้าสู่ห้วงความรู้สึกของเหล่าฤาษี ทุกคนลืมคำที่นัดแนะกันไว้เมื่อครู่นี้จนหมดสิ้น ต่างคนต่างกุลีกุจอออกไปต้อนรับพระพุทธเจ้า ตักน้ำมาล้างเท้าให้เธอ ปูเสื่อให้เธอนั่ง และจัดหาน้ำท่ามาเลี้ยงดูเธออย่างดี
ฤาษีโกณฑัญญะทักทายพระพุทธเจ้าว่า "พวกเราขอต้อนรับท่านสิทธัตถะสู่สวนกวางแห่งนี้ พวกเราดีใจที่ได้พบท่านอีก"
พระพุทธเจ้ายิ้มน้อยๆ แล้วตอบว่า "เราขอขอบใจพวกท่านสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น แต่ท่านควรรู้ว่า เราไม่ใช่สิทธัตถะอีกต่อไปแล้ว ท่านไม่ควรเรียกเราด้วยชื่อนี้"
พวกฤาษีถามพร้อมกันด้วยความอยากรู้ว่า "แล้วจะให้เราเรียกชื่อท่านว่าอย่างไร"
พระพุทธเจ้าตอบว่า "โลกทั้งโลกกำลังหลับไหลอยู่ในความมืดบอด เมื่อใครคนหนึ่งค้นพบความจริงแล้ว เขาจะไม่หลับไหลอีกต่อไป บัดนี้เราขอบอกแก่พวกท่านว่า เราเป็นผู้ตื่นแล้วจากความหลับไหลทั้งปวง ใครก็ตามที่เป็นผู้ตื่น เบิกบาน จะได้ชื่อว่า พระพุทธเจ้า"
ฝ่ายฤาษียังไม่ยอมเชื่อแน่ จึงถามว่า "ท่านพูดจริงหรือ" พระพุทธเจ้ายิ้มน้อยๆ มองลึกเข้าไปในดวงตาของฤาษีทุกตน ตอบว่า"เมื่อครั้งเราอยู่กับพวกท่าน เราเคยพูดโกหกต่อท่านไหม
ฤาษีทั้ง ๕ ก้มหน้านิ่งครู่หนึ่ง แล้วตอบรับพร้อมกัน ด้วยความเคารพสูงสุดว่า"โอ้ พวกเราเชื่อแล้วว่าท่านคือพระพุทธเจ้า โปรดยกโทษให้ตาอันมืดบอดของพวกเราเถิด ขอได้โปรดบอกความจริงแก่พวกเรา เพื่อปลุกพวกเราให้ตื่นขึ้นจากคความหลับไหล"
พระพุทธเจ้ายิ้มรับ แล้วท่านก็ยกมือทั้ง ๒ ข้างขึ้นช้าๆ เสมอระดับอก มือข้างซ้ายจีบเข้าเป็นวงกลม หมายถึงกงล้อแห่งธรรม ส่วนมือข้างขวาทำท่าประคองหมุนกงล้อแห่งธรรมให้หมุนทวนกระแสโลกและแล้ว ท่านก็ประกาศความจริงอันสูงสุดแก่ฤาษีทั้ง ๕ อย่างแจ่มแจ้งคำสอนครั้งแรกนั้นมีชื่อว่า "การหมุนกงล้อแห่งธรรม"
ณ สวนกวางแห่งนี้ พระพุทธเจ้าได้ผลักกงล้อแห่งธรรมให้หมุนขึ้นแล้ว และจะหมุนสะพัดไปอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง จนกว่าความรักและสันติสุขจะแผ่ไปสู่ทุกหย่อมหญ้าในโลกนี้