พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๒๒.คำสอนเพื่อปวงชน

           เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศคำสอนครั้งแรกจบลง ท่านเห็นรอยยิ้มอิ่มเอิบของฤาษีโกณฑัญญะ ท่านจึงพูดขึ้นว่า "โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ"
           ฤาษีโกณฑัญญะจึงเป็นคนแรกที่รู้ความจริงตามพระพุทธเจ้าต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าก็แนะนำคำสอนข้ออื่นๆ เพิ่มเติม จนท่านทั้ง ๕ รู้ความจริงทั้งหมดด้วยตัวเองโดยไม่มีข้อสงสัย และแล้วท่านเหล่านั้นก็ได้รับความสุขยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า
           เช้ามืดวันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังเดินอย่างสงบอยู่ในสวนกวาง เธอก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มคนหนึ่งร้องรำพันอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ที่นี่เป็นทุกข์หนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ"
           เมื่อพระพุทธเจ้าได้ฟังดังนั้น ท่านก็รู้ทันทีว่าชายหนุ่มผู้นี้ได้พบความจริงข้อแรกของชีวิตแล้ว หากเขาได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมก็จะหลุดจากปวงทุกข์ได้ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงขานตอบขึ้นว่า "ที่นี่ไม่เป็นทุกข์หนอ ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ"
           เมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงขานรับในป่าเปลี่ยวเช่นนั้น ก็ประหลาดใจ ตามมาดูที่ต้นเสียง ก็พบนักบวชแปลกหน้ายืนยิ้มรับอยู่ เขาจึงตรงเข้าไปถามว่า "ท่านคือผู้ใด"
           พระพุทธเจ้าตอบว่า เราคือผู้ที่เคยถูกความทุกข์เสียดแทงเอาเหมือนกับเธอนั่นแหละ ต่อมาเราจึงหนีออกจากบ้าน เพื่อแสวงหาความจริงในป่า บัดนี้เราพบแล้ว เราเป็นผู้มีความสุขที่สุดในโลก แล้วน้องชายเล่าคือใคร เธอผิดหวังอะไรหรือ จึงร้องรำพันเช่นนั้น"
           ชายหนุ่มมีสีหน้าซึมเศร้า ตอบว่า ผมชื่อยสะ เป็นลูกชายของเศรษฐีในเมืองนี้ ท่านเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ได้ร้องรำพันเพราะความผิดหวัง ตลอดชีวิตของผมไม่เคยผิดหวังอะไรเลย ผมเป็นลูกชายคนโตจึงได้รับการเอาอกเอาใจทุกอย่างจากพ่อแม่ พ่อแม่ของผมร่ำรวยมาก ผมได้รับการเลี้ยงดูเหมือนลูกพระราชา มีหมู่หญิงสาวคอยบำรุงบำเรอทุกค่ำเช้า แต่ก็น่าประหลาดนะท่าน ผมกลับไม่มีความสุขเลย ทั้งที่ความจริงผมน่าจะมีความสุขกว่าใครๆ ตอนแรกๆ ผมก็เคยมีความสุขดีอยู่หรอก แต่พอนานๆ ไปผมกลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย จืดจาง ยิ่งได้รับการบำรุงบำเรอมากขึ้นเท่าไร กลับยิ่งรู้สึกเบื่อชีวิตมากขึ้นเท่านั้น จนถึงกับรู้สึกตายด้านชินชา โอ ชีวิตช่างแห้งแล้งเสียนี่กระไร ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผมจึงเป็นทุกข์วุ่นวายใจเช่นนี้ จึงร้องรำพันออกมาดังที่ท่านได้ยินแล้ว เอาล่ะ ท่านช่วยบอกผมเร็วๆ เถิดว่า ที่นี่ไม่เป็นทุกข์ ไม่วุ่นวายจริงหรือ"
           พระพุทธเจ้ามองดูลูกเศรษฐีหนุ่มด้วยความเอ็นดูสงสาร แล้วพูดว่า "เอาเถิดน้องชาย เราจะบอกทางพ้นทุกข์แก่เธอ จงตั้งใจฟังให้ดีไม่นานเลยเธอจะรู้ทางด้วยตัวเอง" ต่อจากนั้นพระพุทธเจ้าก็บอกความจริงแก่ยสะหนุ่มตามลำดับขั้นอย่างแจ่มแจ้ง และแล้วไม่นานเลย แววตาซึมเศร้าของยสะหนุ่มก็เปล่งประกายสุขแจ่มใสอย่างไม่เคยมีมาก่อนไฟทุกข์ของยสะหนุ่มดับสนิทแล้ว
           หลังจากนั้นยสะหนุ่มก็ชวนเพื่อนๆ อีก ๕๔ คน มาฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อนๆ ทุกคนก็ได้รับชีวิตใหม่เช่นเดียวกับยสะหนุ่ม
           ฝ่ายพระพุทธเจ้าเมื่อเห็นว่า ตอนนี้มีผู้รู้ความจริงตามท่านรวมทั้งหมดถึง ๖๐ คนแล้ว ท่านจึงเรียกมาชุมนุมกัน แล้วประกาศว่า "บัดนี้พวกท่านทั้งหลายเป็นผู้พ้นทุกข์แล้ว ท่านไม่ต้องการเราอีกต่อไปต่อแต่นี้ท่านจงเดินไปคนเดียวเถิด ในโลกนี้ยังมีพี่น้องเพื่อนทุกข์ของท่านเหลืออยู่อีกมากนัก พวกท่านจงอย่าวางเฉย จงท่องเที่ยวไปทุกหัวระแหง เพื่อประโยชน์สุขของปวงชนเถิด"
           เหล่าสาวกทั้ง ๖๐ ท่านนี้ เป็นสาวกกลุ่มแรกที่ออกไปประกาศคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ท่านต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง เพื่อเช็ดน้ำตาให้แก่พี่น้องชาวโลกของท่าน ที่ยัง
           ว่ายวนอยู่ในห้วงทุกข์ พระพุทธเจ้าและสาวกทุกท่านเป็นยอดนักเสียสละ เมื่อท่านมีความสุขแล้ว ก็ไม่คิดตัดช่องน้อยแต่พอตัว หากท่านยังแบ่งปันความสุขให้แก่คนทั้งโลกด้วย