พระพุทธเจ้าของฉัน
สันติสุข โสภณสิริ
บทที่ ๒๓.พระพุทธเจ้าของคนจน
พระพุทธเจ้าออกจากป่าอันผาสุก เดินทางไปสู่เมืองและหมู่บ้านน้อยใหญ่ เพื่อมาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายของเธอ ชาวบ้านชาวเมืองที่ได้พบปะพูดคุยกับท่านจะได้รับความอิ่มอกอิ่มใจ พระพุทธเจ้าพูดแต่คำจริง ที่ไพเราะและมีประโยชน์ ท่านเป็นเพื่อนกับทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นพระราชา ขุนนาง เศรษฐี ชาวนาและคนชั้นต่ำที่สังคมรังเกียจเหยียดหยามที่สุด พระพุทธเจ้าให้ความรัก ความเอาใจใส่ และให้ความเคารพอย่างสูงต่อเพื่อนทุกข์เหล่านี้เสมอเหมือนกันหมด
ในเมืองราชคฤห์ มีนางทาสีคนหนึ่งชื่อว่านางปุณณา นางปุณณามีหน้าที่ตำข้าวให้แก่เศรษฐี วันหนึ่งเศรษฐีเอาข้าวเปลือกมาให้นางตำเป็นจำนวนมาก นางตำข้าวตลอดทั้งวันก็ยังไม่แล้ว ตกกลางคืนจึงจุดตะกียงตำข้าวต่อ นางรู้สึกเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด เนื้อตัวชุ่มโชกด้วยเหงื่อ ตำข้าวต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว นางจึงหยุดพัก ออกไปยืนรับลมเย็นๆ ข้างนอกบ้านเพื่อให้หายเหนื่อย ในเวลานั้น นางเห็นสาวกของพระพุทธเจ้าหมู่หนึ่งกำลังส่องตะเกียงเดินท่อมๆ อยู่ในราวป่า นางจึงถอนใจใหญ่ นึกย้อนมาถึงตัวเองว่า "ตัวเราเป็นทาสเขา มีความทุกข์ลำบากลำบนถึงเพียงนี้ จึงไม่สามารถหลับนอนได้ในเวลาที่คนอื่นเขาหลับกันหมดแล้ว ก็ท่านเปล่านี้เป็นทุกข์อะไรหนอ จึงมาเดินท่อมๆ อยู่ในป่า ไม่ได้หลับนอนเหมือนกับเรา"
ครั้นได้เวลาเช้าตรู่ นางปุณณาได้ร่อนรำออกจากข้าวสาร เอาข้าวสารดีๆ เก็บไว้ให้นาย ส่วนรำข้าวหยาบนั้นเก็บไว้สำหรับเลี้ยงท้องของตน นางใช้มือที่ชุ่มด้วยเหงื่อ ขยำรำข้าวคลุกกับน้ำปั้นเป็นก้อนๆ แล้วเอาไปปิ้งไฟพอสุก ตั้งใจว่าจะเก็บไว้กินให้อิ่มหนำ สมกับที่หิวเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน แต่ตอนนี้นางยังกินไม่ได้ ต้องไปตักน้ำที่ท่าน้ำนอกบ้านมาให้นายอาบน้ำเสียก่อน
นางปุณณาทูนหม้อน้ำไปสู่ท่าน้ำ พลางก็รำพึงถึงก้อนรำข้าวที่ตนจะได้กินอย่างมีความสุข ในขณะที่กำลังเดินคิดเพลินอยู่นั้นเองนางก็เห็นชายในชุดสีเหลืองคล้ำเดินสวนทางมาแต่ไกล นางจำได้ทันทีว่า ชายคนนั้นคือพระพุทธเจ้าที่นายของตนเคารพนับถือมากนั่นเองพระพุทธเจ้ากำลังเดินขออาหารตอนเช้า
นางปุณณาเกิด
ความเลื่อมใสพระพุทธเจ้า คิดอยากจะให้อาหารแก่พระพุทธเจ้าบ้าง แต่ใจหนึ่งก็ไม่กล้า เพราะเห็นว่าตัวเองเป็นคนชั้นต่ำ ไม่ควรเข้าใกล้นักบวชชั้นสูง อันเป็นที่เคารพของพวกเศรษฐีและพระราชา และนางยังกลัวว่าพระพุทธเจ้าคงจะรังเกียจก้อนรำข้าวที่หยาบสกปรกของนางอีกด้วย
แต่ทันใดนั้นโดยไม่คาดฝัน พระพุทธเจ้ากลับเดินตรงมายืนอยู่ต่อหน้านางอย่างสงบสำรวม แล้วน้อมชามกะลาเพื่อขอข้าวจากนาง
นางปุณณาทั้งตกใจและดีใจ นางแก้ชายพกผ้าถุงที่ชุ่มด้วยเหงื่อออก แล้วนำก้อนรำข้าวใส่ลงในชามกะลาของพระพุทธเจ้าด้วยมืออันสั่นระริก แต่ในใจนางยังคิดระแวงอยู่ดีว่า "แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะรับทานอันต่ำต้อยของเราแล้วก็ตามท่านก็คงจะไม่กินมันเป็นแน่ พอลับหลังเรา ท่านคงจะโยนข้าวของเราให้กาและหมากินเสียก็ไม่รู้ ต่อจากนั้นท่านก็คงไปสู่วังของพระราชาหรือบ้านใหญ่ของเศรษฐี เพื่อจะได้กินของอย่างดีเหมือนทุกวัน"
พระพุทธเจ้ายิ้มน้อยๆ เธอเดาความรู้สึกนึกคิดของนางทาสผู้ต่ำต้อยคนนี้ได้ดี ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงปูลาดผ้าและนั่งลงฉันก้อนรำข้าวที่ชุ่มด้วยหยาดเหงื่ออันบริสุทธิ์ของนางทาส โดยมิได้มีความรังเกียจเลยแม้แต่น้อยหนึ่ง
เช้าวันนั้นนางปุณณาไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลย เพราะนางยอมสละก้อนรำข้าวที่ได้มาด้วยความลำบาก ยกให้พระพุทธเจ้าจนหมดสิ้นแต่นางกลับอิ่มเอิบใจ ลืมหิว ลืมทุกข์ที่ได้รับมาตลอดคืน นางไม่นึกไม่ฝันเลยว่า พระพุทธเจ้าจะให้ความสำคัญต่อคนชั้นต่ำต้อยทรามอย่างนางเท่าเทียมกับเศรษฐีผู้เป็นนาย