พระพุทธเจ้าของฉัน
               สันติสุข โสภณสิริ

บทที่ ๒๗.กลับบ้านเกิดเมืองนอน

           วันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังอยู่ในสวนไผ่ ชานเมืองราชคฤห์ก็มีชายผู้หนึ่งตรงเข้ามากราบเท้าของท่านแล้วพูดขึ้นด้วยความตื้นตันใจว่า
           "พระองค์ยังจำหม่อมฉันได้ไหม หม่อมฉันคือกาฬุทายี ผู้ที่เคยเป็นเพื่อนเล่นคนโปรดของพระองค์เมื่อตอนเด็กๆ บัดนี้พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดาของพระองค์แก่ชรามากแล้วใคร่จะได้เห็นพระองค์จึงใช้ให้หม่อมฉันมาเชิญพระองค์กลับไปเยือนเมืองกบิลพัสดุ์ ฤดูนี้เป็นฤดูที่เหมาะสำหรับการเดินทาง เพราะต้นไม้กำลังแตกใบเขียวไม้ดอกก็กลังผลิดอกสีสวยๆ บานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวล สองข้างทางน่าเจริญตาเจริญใจยิ่งนัก อากาศก็กำลังปลอดโปร่งเย็นสบายไม่มีฝุ่นละออง ดังนั้นจึงขอเชิญพระองค์กลับคืนบ้านเกิดเมืองนอนสักครั้งหนึ่งเถิด พระเจ้าข้า"
           พระพุทธเจ้านึกถึงคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับตัวเองว่า หากพบทางพ้นทุกข์เมื่อไรจึงจะกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอน บัดนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เธอจะกลับไป พร้อมกับนำสมบัติอันล้ำค่าไปฝากญาติพี่น้องทุกคนตามคำมั่นสัญญา
           ข่าวการกลับมาของพระพุทธเจ้าได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองกบิลพัสดุ์ ทั้งชาววังและชาวเมืองต่างตื่นเต้นดีใจเป็นล้นพ้น ที่จะได้เห็นหน้าเจ้าชายของตนที่เคยเร้นกายหนีไปในยามดึกเมื่อหลายปีก่อนโน้นและบัดนี้กำลังจะกลับมาอย่างเปิดเผยในฐานะของพระพุทธเจ้า พวกเขาอยากเห็นนักว่าพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร
           เย็นวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยสาวกผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ได้มาถึงชานเมืองกบิลพัสดุ์ และพักแรมคืนอยู่ที่นั่นจนรุ่งเช้าท่านก็นำเหล่าสาวกออกเที่ยวขออาหารในบ้านเมืองของพระบิดาตามปกติ ครั้นคนเห็นพระพุทธเจ้าทำตัวราวกับขอทานเช่นนั้น ก็พากันโจษจันมาถึงหูของพระราชา
           พระราชาผู้บัดนี้แก่ชรามากแล้ว เมื่อได้ฟังคำเล่าลือดังนั้นก็ตกใจ รีบขึ้นม้าห้อตะบึงไปดูพระพุทธเจ้าเพื่อให้รู้แน่ชัดด้วยตาของตัวเองครั้นเห็นภาพลูกชายของพระองค์มีศีรษะโล้นเกลี้ยง ห่มผ้าแบบคนชั้นต่ำ เดินเท้าเปล่า เที่ยวขอทานข้าวเขากินเช่นนั้น ท่านก็ตกใจสุดขีดเกือบจะเป็นลมตกจากหลังม้า แต่ก็พยายามประคับประคองจิตใจไว้ควบม้าตรงมาขวางหน้าลูกชายผู้ทำตัวแหกคอก
           พระราชาพูดตัดพ้ออย่างเคืองขุ่นว่า "โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าทิ้งพ่อไปเสียนาน เพื่อกลับมาเป็นขอทานเช่นนี้เองหรือ เจ้าไม่รู้หรือว่าเมืองนี้ทั้งเมืองเป็นของพ่อ เจ้าอยากได้อะไรก็จงบอกมา ไม่ต้องมาเที่ยวขอแบบนี้ เจ้าทำให้พ่ออับอายขายหน้าเหลือเกินแล้ว และนี่ยังจะเสื่อมเสียไปถึงโคตรตระกูลอันเก่าแก่ของเจ้าด้วย เจ้าจงหยุดทำตัวเหลวไหลเสียเดี๋ยวนี้"
           พระพุทธเจ้ายิ้มน้อยๆ แล้วตอบว่า "การภิกขาจารเลี้ยงชีวิตเป็นประเพณีของเรา"
           เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น ก็เหมือนกับเอาน้ำมันมาราดไฟ พระราชาก็ยิ่งโกรธจัดจนตัวสั่น ตะโกนลั่นว่า "เจ้าเอาอะไรมาพูด ว่านี้เป็นประเพณีของเรา เท่าที่พ่อจำได้ ตระกูลของเจ้ามาจากเชื้อสายพระราชาศากยะอันเก่าแก่ สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน พวกเราไม่เคยขอทานเขากินแบบนี้ ประเพณีของเราต้องเสวยด้วยจานเงิน จานทอง ไม่ใช่กินด้วยชามกะลาที่เจ้าถืออยู่"
           พระพุทธเจ้าตอบด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เหมือนเดิมว่า "มหาบพิตรพระองค์มาจากเชื้อสายอันเก่าแก่ก็จริงอยู่ แต่เรามาจากเชื้อสายอันเก่าแก่กว่า ของบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว พระพุทธเจ้าทุกท่านอ่อนน้อมถ่อมตนมาก ท่านเลี้ยงชีวิตด้วยการภิกขาจาร เมื่อเราพูดว่า "ประเพณีของเรา" เราย่อมหมายถึงประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายต่างหาก"
           ต่อจากนั้น พระพุทธเจ้าก็จูงมือพระบิดาผู้ชรา เดินไปด้วยกันตามลำพังสองต่อสอง ท่านมอบขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่ท่านอุตส่ห์แสวงหามาให้พระบิดา
           พระราชาผู้ชรารู้สึกตื้นตันใจในของขวัญที่ได้รับจากลูกชายแววตาอันชราฝ้าฟางของพระองค์ทอประกายสุขแจ่มใส พระราชาก้มลงกราบแทบเท้าของพระพุทธเจ้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกของพระองค์
           "บัดนี้เรายอมรับแล้วว่า ท่านมิใช่เป็นลูกชายของเราอีกต่อไป ท่านเป็นครูยิ่งใหญ่ของโลก โอ้พระพุทธเจ้า เราขอนอบน้อมต่อท่านได้โปรดรับเราเป็นสาวกคนหนึ่งของท่านด้วยเถิด"
           หลังจากนั้นไม่นาน พระราชาผู้ชราก็ล้มป่วงลง พระพุทธเจ้าได้มาเฝ้าดูใจท่านและปลอบขวัญท่านให้หลับตาอย่างสงบในวาระสุดท้ายด้วย
           ในระหว่างการเยี่ยมเยือนบ้านเกิดเมืองนอน ได้มีบรรดาเจ้าชายลูกพี่ลูกน้องของพระพุทธเจ้าหลายองค์เลื่อมใสขอบวชตามพระพุทธเจ้า เจ้าชายเหล่านี้ได้แก่ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายอนุรุทธ เป็นต้น และในจำนวนนี้ก็มีเจ้าชายเทวทัต คู่ปรับเก่าของพระพุทธเจ้ารวมอยู่ด้วยในการบวชครั้งนั้นได้มีคนรับใช้ของเจ้าชายอานนท์คนหนึ่งชื่อว่าอุบาลีวิงวอนขอบวชตามเจ้านายด้วย พระพุทธเจ้าจึงคิดอุบายว่า
           "ดีละ พวกเจ้านายศากยะเหล่านี้ มีสันดานกระด้างกระเดื่องถือตัวมาก จำเราจะต้องกำราบให้เข็ดเสียแต่ต้นมือ เราจะให้นายอุบาลีบวชก่อน แล้วจึงให้พวกเจ้านายบวชทีหลัง เมื่อบวชแล้วพวกพระเจ้านายจะต้องกราบพระบ่าวผู้บวชก่อน ความกระด้างถือตัวของพวกเจ้านายเหล่านี้จะได้ลดลง"
           ต่อมาวันหนึ่ง เจ้าชายน้อยราหุลได้มาทูลขอสมบัติจากพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบิดา ตามคำเสี้ยมสอนของพระนางพิมพา พระพุทธเจ้าจึงมอบขุมทรัพย์อันล้ำค่าให้แก่พระลูกรักของท่าน ด้วยการให้ลูกปลงผมบวชเสีย เจ้าชายราหุลจึงเป็นเด็กคนแรกที่ได้บวช
           และหลังจากที่พระราชาละโลกไปแล้ว พระน้านางปชาบดีขาดที่พึ่ง จึงได้มาวิงวอนขอบวชต่อพระพุทธเจ้าหลายครั้งหลายคราว จนพระพุทธเจ้าผ่อนตามยอมให้บวช พระน้านางจึงเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้บวช ต่อมาพระนางพิมพาผู้เคยเป็นพระชายายอดรักของพระพุทธเจ้าก็ขอบวชตามอีกนางหนึ่งด้วย
           เป็นอันว่าคำมั่นสัญญาที่พระพุทธเจ้าเคยประกาศไว้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมาได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ท่านได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าท่านยอมตัดใจทิ้งพระบิดา ทิ้งพระน้านาง และทิ้งแม้กระทั่งพระชายายอดรักที่เพิ่งมีลูกอ่อนไปเมื่อหลายปีก่อนโน้น ก็ด้วยความรักในคนเหล่านั้นอย่างแท้จริง
           พระพุทธเจ้าได้นำขุมทรัพย์อันล้ำค่ามามอบให้แก่ทุกคน เป็นขุมทรัพย์ที่จอมจักรพรรดิก็ไม่สามารถหามาให้ได้